|
เป็นอะไรก็ได้ลูก แต่ขอให้เป็นที่สุด

โรงเรียนชีวิต
แกไม่มีบุคลิกผู้นำ
คำสอนของพ่อคำนี้ทำให้ผมเปลี่ยนชีวิตตัวเองตลอดไป
คงต้องมีคำนำกันหน่อย...
การที่คนเราจะรู้จักการใช้ชีวิตให้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ เรียนรู้ชีวิตทั้งทางด้านมืดและสว่างของตัวเอง
กว่าที่เราจะรู้ว่าตัวเราดีหรือเลว มันก็ต้องใช้เวลาเพื่อเรียนรู้ตัวเอง ค้นพบเพชรในตัวเอง เรียนรู้ที่เอาชนะตัวเอง
ระหว่างความดีและความเลว เรื่องการเอาชนะตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ใครก็ตามที่รู้จักตัวเองแล้ว ค้นหา
เพชรในตัวพบแล้ว ก็ต้องรู้จักที่จะเอาชนะความเลว ที่ทุกคนเก็บมันไว้อยู่ในตัว บางคนก็กล้าที่จะเปิด บางคนอาย
ที่จะเปิด แต่ทุกคนต้องเผชิญกับมัน ไม่มีสิ่งใดจะยากเท่ากับการเอาชนะใจตัวเอง ไม่มีอะไรจะยากเท่ากับการที่
เราต้องเลือกตัดสินใจว่า เราจะเป็นคนดีหรือคนเลว
คนเราทุกคนส่วนใหญ่ไม่มีใครเกิดมาโง่หรือฉลาด ไม่มีอะไรตอบได้ แม้แต่โรงเรียนที่สอนเรามาตลอด
ตั้งแต่อนุบาลจบสำเร็จการศึกษาจะชั้นไหนก็ตามไม่สามารถทำให้เราฉลาดขึ้นได้เลย แต่สามารถทำให้เรามีความ
รู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งรู้มาก ไม่ใช่ ยิ่งเรียนมากยิ่งฉลาดมาก บางอย่าง บางเรื่องต้องศึกษาจาก
โรงเรียนชีวิต โรงเรียนชีวิตคือประสบประการณ์ ของแต่ละบุคคล ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาอย่างไร รู้จักที่จะเก็บ
เกี่ยวเอาความสุขและความทุกข์ มาเป็นบทเรียนเพื่อ นำมาใช้ได้อย่างไรโดยส่วนตัวถ้าเราทำอะไรพลาด
เราจะกลับมาทำมันซ้ำโดยไม่รังเร เราไม่กลัวว่าเราจะพลาดอีก เรากลัวแต่ว่า ถ้าไม่ได้ทำมัน
นั้นแหละเราพลาด เพราะประสบการณ์ไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆ ต้องเจ็บปวดและบอบช้ำ
เสียทั้งเงินและเวลา ฉนั้นเราต้องนำความเจ็บปวดนั้นมาใช้ให้ได้
เรามีพนักงานหลายคน เราเลือกรับพนักงานจากวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อที่จะได้เอาความรู้ความสามารถของเค้ามาใช้
ให้เกิดประโยชน์ แล้วเราก็มีพนักงานทำความสะอาดอยู่คนหนึ่ง เราเรียกว่าเธอว่า " แม่บ้าน" ตอนเธอมาสมัครงาน
เราถามว่า เธอมาสมัครงาน ตำแหน่องอะไร เธอตอบเราอย่างคล่องแคล้วว่า มาสมัคร เป็นแม่บ้านค่ะ ตอนนั้นเรา
ไม่ได้คิดว่า เราจะรับแม่บ้านเลยเพราะมีคนมาสมัครไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เราก็เลยถามเค้าว่า ทำอย่างอื่นได้อีกหรือ
ไม่ เธอตอบเราทันทีเลยว่า หนูเรียนน้อย จบแค่ป.4 ค่ะ หนูทำได้แต่ ทำความสะอาดค่ะ เราก็รับเธอไว้ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่า
จะให้เค้าทำอะไร อยู่มาสักสองอาทิตย์ เราได้เรียนรู้ว่า พนักงานทำความสะอาดของเราที่จบแค่ ป.4 กำลังสอน
พนักงานทำบัญชีเราอยู่ พนักงานคนนั้นเป็นคนที่เรากำลังจะต้องให้ออก เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าเรียนมาจากโรงเรียนไหน
ทำไมเค้าไม่รู้ แม้กระทั้งบัญชีรับจ่าย
ง่ายๆ ที่เรากำหนดขึ้นมาเพื่อให้ เพียงพอกับความสามารถของเค้า สุดท้ายเราก็ต้องให้เค้าออกอยู่ดีเพราะ เราได้
รับรู้ว่า วุฒิการศึกษาไม่ได้บอกถึงความรู้ความสามารถของเค้าเลย
2
ไม่เข็ด จากนั้นเราก็รับสมัครพนักงานเข้ามาอีกเพื่อมาทำบัญชีง่ายๆนั้นแหละ โดยรับสมัครจากวุฒิปริญญาตรี อีก
เหมือนเดิม เหมือนหนีเสือปะจระเข้เลย เราเจอที่ฉลาดน้อยกว่านั้นอีก แล้วก็แม่บ้านคนเดิม นั้นแหละที่จัดการสอน
ให้อีกเหมือนเดิม เราได้เรียนรู้ว่าแต่ล่ะคนไม่เหมือนกัน บางคนเรียนมากรู้มาก บางคนเรียนมาก ไม่รู้อะไรเลยก็มี
หลังจากนั้นเราเลยรับสมัครงานโดยไม่จำกัดเรื่องวุฒิการศึกษา แต่เน้นที่สัมภาษณ์
ที่เราอยากเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เราอยากให้ทุกคนได้เรียนรู้ชีวิตทั้งด้าน ขาวและ ด้านดำ ที่เราได้
เรียนรู้และสัมผัสมา เพื่อจะได้เอาไปปรับปรุงและเป็นวิถีทางเพื่อใช้เปรียบเทียบกับชีวิตของคุณ ชีวิตที่อยู่แต่ใน
กรอบ กับชีวิตที่อยู่นอกกรอบมาตลอด ทุกอย่างเราเรียนรู้มาจากประสบประการณ์ เราเรียนรู้จากความผิดพลาดใน
เส้นทางที่เราเดิน เราได้เรียนรู้จาก โรงเรียนชีวิต เราจบแค่ ป.ว.ช. สาขาวิชาช่างยนต์ ตอนเราเรียน ปี1 เรา
หาเงินได้เดือนละประมาณ 6000 บาท ตอนเราเรียนอยู่ปี2 เราหาเงินได้ประมาณ 7500 บาท ตอนเราเรียนปี3
เราหาเงินได้เดือนละ 8000 บาท
ตอนเราจบปี3 เราอายุประมาณ18ปีเห็นจะได้ ตอนเราอายุ20ปีเราหาเงินได้ประมาณวันละ
5000 บาท แต่เราใช้เงินวันละ 3000-8000 บาทต่อวัน ขอย่ำว่าสามพันถึงแปดพันบาทต่อวันครับ ตอนนั้นเรา
ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เราไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราไม่รู้ว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร เราไม่รู้ว่าเราต้องทำไงกับเงินที่
เราหาได้อย่างง่ายดาย เรารู้แต่ว่ามีมากใช้มาก ถึงมีน้อยก็ใช้มากได้เช่นกัน ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แค่20
หน่อยๆเอง เรามีสรรพนามนำหน้าว่า ป๋า ไม่ใช่ใครที่ไหนตั้งให้หรอกครับ ก็พวกเด็กเปิดประตู พนักงานห้องน้ำ
เด็กเชียร์แขก หรือแม้กระทั้งตำรวจ ทหาร ที่คอยคุมตาม อาบ อบ นวด นั้นแหละ ตอนนั้นเรารู้สึกมันยิ่งใหญ่เหลือ
เกิน เราเป็นเหมือน นายคนพวกนี้ เราเป็นเหมือน ผู้มีบุญคุณต่อพวกเค้า
สิ่งที่เราได้รับจากโรงเรียนชีวิต มันมากมาย มันทำให้เราแกร่ง มันทำให้เราต้องฉลาด มันทำให้เราต้องรู้จักต่อสู้
มันทำให้เราทรนง มันทำให้เรามองโลกในมุนที่เปลี่ยนไป มันทำให้เรา คิดที่จะเอาชนะ มันทำให้เรารู้จักก้าว
รู้จักถอย
อย่างหนึ่งที่เราภูมิใจมากที่สุดคือ เราสามารถเอาชนะความชั่วในตัวเรา มันเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุด แต่ก็เป็น
การตัดสินใจที่ดีที่สุดเหมือนกัน การที่เราไม่หันกลับไปมองเงินทองจำนวนมากที่เราหาได้อย่างง่ายดาย แต่มัน
ได้มาพร้อมกับความเดือดร้อนของผู้อื่น บนความแตกแยกของครอบครัว คนอื่น บนความตายของคนอีกหลาย
คน ตอนนี้เราไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เราก็ภูมิใจที่เราทำได้ คือ เอาชนะตัวเองได้
3
ตอนที่หนึ่ง
เกิดเป็นลูกพ่อ
ตั้งแต่เราจำความได้เลย เราเกิดเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว เรามีพี่น้องทั้งหมดสี่คน มีเราเป็น
ผู้ชายคนเดียว เราอยู่กับการเห็นผู้คนมากมายเดินเข้าออกบ้านเราเพื่อมาหาพ่อ ทุกคนมาเพื่อจะให้พ่อสอนอะไรให้
เค้าสักอย่าง เรารู้แต่ว่าพ่อชอบคิดอะไรใหม่ๆ แปลกๆเสมอมา พ่อเป็นคนไม่ค่อยพูด จะอบรมสั่งสอนลูกๆก็ปีละ
ครั้ง แต่ละครั้งที่พ่อสอนน้ำตาแต่ละคนน่าจะประมาณชุ่มผ้าเช็คหน้าเห็นจะได้ เราจำไม่ได้ว่าตอนเด็กพ่อสอนอะไร
เราบ้าง แต่เรารู้ว่าสิ่งที่พ่อสอนนั้นประเสริฐเหลือเกิน ถ้าไม่ประเสริฐลูกๆแต่ละคนจะร้องไห้ได้ขนาดนั้นหรือ พ่อไม่
ค่อยทำโทษลูกด้วยการตี เพราะพ่อรู้ว่าลูกจะไม่เข็ด สักปะเดี๋ยวพอหายเจ็บก็จะกลับไปทำใหม่ ทุกวันเราก็ไป
เรียนเหมื่อนกับเด็กทั่วๆไปนั้นแหละตื่นแต่เช้าโดยมีแม่คอยปลุก อาบน้ำบ้างไม่อาบบ้าง เสร็จแล้วก็มาขึ้นรถเมล์
ไปโรงเรียน ชีวิตเด็กๆก็เป็นอย่างนี้มาตลอด
ในตอนนั้น ฐานะทางบ้านไม่ถึงกับร่ำรวยนัก พ่อเป็นลูกชายซึ่งมีพี่น้อง7คน ปู่และย่าเป็นคนมีฐานะดี
มีเงินทองอยู่มาก มีที่ดินอยู่จำนวนหนึ่งตอนนั้นเราไม่รู้หลอกว่าการมีที่ดินเยอะๆดียังไง พ่อเคยเล่าให้เราฟังตอนที่
ท่านยังหนุ่มท่านเคยขับรถเมล์ ท่านขับรถรับส่งเจ้านายที่เป็นญี่ปุ่น และก็ขับรถแท็กซี่ ด้วย เราได้แต่ตั้งขอสงสัย
ว่าทำไม ปู่ย่า ก็รวยอยู่แล้ว ทำไมพ่อต้องมาขับรถแท็กซี่ด้วย เราไม่เห็นพี่น้องพ่อคนอื่นต้องมาลำบากอย่างพ่อ
เลย บางทีทำให้เราดูว่าเป็น ลูกคนขับแท็กซี่ เรารู้สึกว่าเราด้อยที่สุดในหมู่เพื่อนๆ เราไม่กล้าบอกว่าพ่อเราทำ
อะไร เราอายที่จะบอกเพื่อนๆว่าพ่อเราเป็นคนขับรถ เราอายที่จะบอกว่าเราจนทั้งๆที่เราก็รู้ว่าบ้านเราอยู่ในฐานะที่
ดี พ่อเป็นลูกของปู่ๆ ซึ่งเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมยุคนั้น ปู่มีเงินมากมายปู่ปล่อยเงินกู้ ทุกวันมีคนมาหาปู่เพื่อมา
ขอยืมเงินส่วนมากปู่ก็ให้ แต่ทำไมปู่ต้องให้พ่อเราไปเป็นคนขับรถด้วยไม่รู้ แต่ช่างเถอะตอนนี้พ่อไม่ได้เป็นคนขับ
รถแล้วนี่แต่เราจะบอกเพื่อนว่าพ่อเรามีอาชีพอะไรล่ะ เพราะเราเห็นแต่พ่อนั่งทำ ลูกเต๋า (ไฮโล) ทุกวัน ตอนที่เรา
กลับจากโรงเรียน ส่วนมากพ่อจะกลับบ้านตอนประมาณ5-6โมงเย็น แล้วก็นั่งทำลูกเต๋า เราเคยถามพ่อว่า
4
พ่อเอาไปทำอะไรครับ
คำตอบทุกครั้งเหมือนกันคือ
เอาไว้ขายลูก พ่อตอบ
แล้วพ่อใส่อะไรลงไปในนั้นครับ
บางทีก็ตะกั่ว บางทีก็แม่เหล็ก พ่อตอบ
พ่อใส่ไว้ทำอะไรล่ะครับ เราถามแบบเด็ก ก็เราไม่รู้จริงๆนี่ พ่อเราเงียบไปพักใหญ่ เหมือนท่านไม่รู้จะตอบเรายัง
ไง
ถ้าลูกโตเมื่อไหร่ ลูกจะรู้ระหว่างสิ่งดีและไม่ดี อะไรควรอะไรไม่ควร และอะไรจำเป็นต้องทำ พ่อตอบ
เรารู้ดีว่าพ่อตอบไม่ตรงคำถามถึงแม้เราจะเป็นเด็ก และเราก็เรียนรู้ว่าไม่ควรถามต่อแล้วเพราะเราจะไม่ได้คำตอบ
อะไรอีก
ทุกวันหลังจากเราไปโรงเรียนพ่อจะออกไปทำงาน พ่อจะกลับบ้านหลังจากที่เรากลับจากโรงเรียนมาแล้ว เรารู้แต่
ว่าพ่อต้องไปทำงานทุกวันบางวันก็ได้เงินเยอะ บางวันก็เสียเงิน บางวันพ่อกลับมาบ้านเสื้อผ้าเปี๊ยกหมดทั้งตัว ตัว
เนื้อมอมแม่น บางทีก็มีขี้โคนเปรอะเต็มไปหมด เราแอบได้ยินพ่อกับแม่คุยกันทีหลังว่า พ่อหนี้ตำรวจเลยต้องลุยน้ำ
มา ตอนนั้นเราไม่รู้หลอกว่าทำไมพ่อต้องหนี้ตำรวจ แต่ที่เรามั่นใจได้อย่างหนึ่งก็คือ พ่อคือคนที่ดีที่สุดของเรา เรา
ไม่เคยสงสัยในตัวพ่อเลย เราไม่เคยนึกระแวงในความดีของพ่อเราเลย วันหนึ่งเราเห็นพ่อกลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่
สกปรก หน้าตาเลอะเถอะ ที่เสื้อมีรอยรองเท้าด้วย และก็มีเลือดไหลซิบๆตามแขน เราเป็นห่วงพ่อมาก แต่ก็ไม่รู้จะ
ทำยังไง แม่เราคอยดูแลตลอด จนถึงกลางคืนพอเราแกล้งหลับเราก็ได้ยินพ่อกับแม่คุยกัน
ไปโดนอะไรมาพ่อถึงได้เลอะเถอะขนาดนี้ แม่เราป้อนคำถาม
มีคนวางระเบิดที่ ลุมพินี(สนามมวย) พ่อตอบสั่นๆ แบบปัดลำคาญ
เค้าวางระเบิดจะฆ่าใครล่ะ แม่เราถามอย่างไม่ลดล่ะ ทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะโดนดุก็ได้
เค้าจะฆ่า เฮียเหลา (แคล้ว ธนิกุล) สมัยนั้นเป็นเจ้าพ่อหรือมาเฟียนั้นแหละ เป็นเพื่อนพ่อเรา
แล้วเฮียเหลาเป็นไรรึเปล่า แม่ถามด้วยความเป็นห่วง
ไม่เป็นไรหลอก เฮียเค้าดวงดีอยู่แล้ว พ่อตอบแบบเสียไม่ได้
แล้วพ่ออยู่ใกล้หรือไกลกับเฮียเหลาล่ะ แม่ยังคงยิ่งคำถามตลอด
เงียบ
5
พ่อ แม่เรียก
เงียบ
แล้วทุกอย่างก็เงียบ แม่รู้ดีว่าถ้าถามต่ออาจจะทำให้พ่อโกรธแล้วพ่อก็จะไม่พูดกับแม่อีกหลายวัน ฉนั้นทางที่ดี
เงียบดีกว่า คงเป็นหนทางที่ดีที่สุด
ทำไมคราวนี้พ่อหนี้ตำรวจแล้วถึงไม่กลับบ้าน
วันหนึ่งเรากำลังเรียนวิชาพละอยู่ครูก็ปล่อยเราเล่นกันตามสบาย เรากำลังเล่นโปลิศ จับ ขโมยอยู่กับเพื่อนๆ
หลายคนทีเดียว มีเสียงเรียกจากผู้หญิงคนหนึ่งตุ๋ยเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเรานึกว่าเพื่อนผู้หญิงเรียก เด็กๆก็อย่างนี้
แหละเวลาเล่นก็เล่นกันอย่างเต็มที่ไม่ได้นึกถึงอย่างอื่น
ตุ๋ย เสียงเรียกนั้นดังขึ้นจนเหมื่อนเสียงตวาด เราหันหน้าไปดูต้นทางของเสียงก็เห็นหน้าพี่สาวทั้งสามคนยืน
หน้าสลอน เป็นหน้ากระดานเลยเรียงตามลำดับ อาวุโสด้วย เกิดเรื่องแน่แล้ว ตอนนี้เป็นชั่วโมงเรียนลงมาได้ไง
ทั้งสามคน อยู่คนล่ะห้องกันด้วย สงสัยต้องมีใครไปฟ้องเรื่องที่เราแกล้งเพื่อนนักเรียนหญิงแน่เลย อย่าสนดีกว่า
เล่นต่อดีกว่า
ไอ้ตุ๋ย อุ๋ยดังกว่าเดิมอีกแถมมีสรรพนามนำหน้าด้วย เรารีบเดินไปหาเจ้าของเสียงซึ่งเป็นพี่สาวคนที่สองอย่าง
รวดเร็วก่อนที่จะโดนดุมากกว่านี้
มีไรพี่กิ่ง เราถามก่อนที่จะโดนป้อนคำถามเผื่อจะรอด
เงียบ
รีบกลับบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าไปเร็ว เสียงพี่สาวคนโตเราตอบแทน เราเริ่มสงสัยว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
ไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้
มีเรื่องอะไรพี่หมุ่ย บอกฉันก่อน เราถามแบบกลัวๆคำตอบที่จะได้รับจากพี่ๆ เรากลัวในเรื่องที่เรายังไม่รู้ว่าเรื่อง
อะไร
แม่โดนจับ
อะไรนะ แม่โดนจับเรื่องอะไร ผมถามเพื่อคาดคั้นเอาความจริงให้ได้
ไม่รู้ พี่ก็ไม่รู้ รีบไปโรงพักก่อนเถอะเดียวค่อยถามคนอื่นเอา
พอไปถึงโรงพักก็เจอกับอา เรานั่งอยู่ที่ข้างนอกคนเดียว พี่เรารีบเดินไปถามทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรทำไมตำรวจถึง
จับแม่ทั้งๆที่แม่เป็นผู้หญิง และไม่เคยทำร้ายใครเลย เราไม่เคยเห็นแม่ทะเลาะกับใครเลย เราไม่เคยเห็นแม่กล้า
ขึ้นเสียงกับใครเลยนอกจากลูกๆ แล้วทำไมตำรวจถึงได้จับแม่มา
อาแม่เป็นไงบ้างครับ พี่หมุยยิงคำถาม
ไม่เป็นไรหรอก รอปู่มาประกันตัวเดียวก็ออกได้แล้ว อาตอบ
แล้วแม่โดนจับเรื่องอะไรครับอา เราถาม
เห็นตำรวจมันบอกว่า ข้อหา ยุยง ส่งเสริม ให้ผู้อื่นกระทำความผิด อาเราตอบ แต่เราก็งงๆ
พ่อแกยิงอาปอ (ลูกน้องพ่อ) แล้วแม่แกไปบอกว่า มันยังไม่ตาย อารีบชิงเล่าก่อนที่พวกเราจะถาม
หา ทำไมละอา พ่อยิงอาปอ ทำไมละ ผมถามด้วยความเป็นห่วง
ไม่มีคำตอบใดๆจากอา เรารู้อย่างเดียวว่า ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรต้องเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึง
แน่ เพราะพ่อเป็นคนใจเย็นจะคิดก่อนทำเสมอ เหมือนที่ท่านสอนเราตลอดว่า จงมีสติถึงจะเกิดปัญญา เราจำ
คำสอนนั้นได้ดีมาตลอด แต่ก็อีกนั้นแหละจะมีสักกี่คนที่ทำมันได้ ถึงเราจะเป็นเด็กเราก็รู้ว่ามันยาก เราจำคำสอนนั้น
ตลอดเวลาและก็ตลอดเวลาเราก็ทะเลาะกับเพื่อนโดยใช้วิธีชกต่อยกันตลอด เรารู้ว่าพ่อคงเป็นเหมือนเราคงไม่มี
สติ หรือ ควบคุมสติไม่ได้ทั้งๆที่ท่าน พร่ำสอนเรามาตลอดก็ตามที
เรารีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนของโรงพักด้วยความร้อนใจว่า แม่เราจะเป็นอย่างไร ทำไมต้องจับแม่เรา ทำไมตำรวจถึงไม่
เหตุและผล
เฮ้ยๆๆๆๆ เบาหน่อย พวกมึงมาทำไมว่ะ เสียงนั้นดังขึ้นมาจากด้านข้างของห้องขังที่แสนจะสกปรกและเหม็น
อับ เรามองไปที่ต้นเสียงเห็น ชายในชุดตำรวจกำลังทำตาเขียวใส่มาที่เรา
ลงไปๆ ไม่ใช่เวลาเยี่ยม ไป๊ เสียงนรกนั้นตอกย่ำมาอีก เราไม่รู้ทำอย่างไร แต่ยังไงเสีย เราต้องพบแม่ให้ได้
ผมมาหาแม่ครับผมตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือเนื่องจากความกลัว ทั้งๆที่พ่อเคยสอนว่า ตำรวจก็คนเหมือนเรานั้น
แหละ พอใส่เครื่องแบบเข้าไปแล้ว เค้าก็ดูเหมือนมีอำนาจ ไม่ต้องกลัวลูก
ไปๆๆๆ ห้ามเยี่ยม พูดไม่รู้เรื่องหรือไงว่ะ เสียง ตำรวจแก่ที่เคยมาบ้านเราดังขึ้นมาอีก ผมรู้แล้วว่าทำไมพ่อถึงไม่
ชอบตำรวจ ทั้งๆที่มีตำรวจมาหาพ่อเกือบทุกวัน แล้วพ่อก็ต้องให้เงิน มันทุกครั้ง เคยได้ยินแม่พูดกับพ่อว่า ลูก
เค้าจะเข้าโรงเรียนแล้วเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ อย่างหนึ่ง เค้าจะจัดเลี้ยงต้อนรับให้สารวัตรทำไมเราต้องเป็นคน
จ่ายเงินด้วยหรือ อย่างหนึ่ง ถ้าอย่างนี้เราก็เราต้องเลี้ยงพวกเค้าไปตลอดเลย รึเปล่า แม่เราเคยถามพ่ออย่าง
นี้
ผมจะเยี่ยมแม่ แม่ผมโดนจับ เราไม่มีทางลดล่ะอย่างแน่นอนเราต้องรู้ให้ได้ว่าจับแม่เรามาเรื่องอะไรเสียงหนึ่งดัง
ลอด ออกมาจากประตูห้อง ไล่มันออกไปเร็วๆกูไม่ชอบเสียงเด็ก
7
ครับ สารวัตร เสียงนั้นเป็นเสียงของตำรวจนอกเครื่องแบบอีกคนที่เราเคยเห็นบ่อย เค้ามาหาพ่อที่บ้านตลอด พ่อ
ให้เงินเค้าบ่อยๆ ครั้งหนึ่งเค้ามาขอเงินพ่อเพื่อไปสอบอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการเลือนยศนี่แหละ
สิ้นเสียงนั้น เราก็ถูกลากลงมาจากโรงพัก พร้อมกับเสียงที่พี่เราบอกพวกมันว่า อย่าทำน้องหนู อาอย่าทำ
น้องหนู แต่ยังมีอีกเสียงของพี่สาวคนที่สองเรา รอดออกมา ไอ้พวกเนรคุณปล่อยน้องกูน่ะ พ่อกูเลี้ยงพวกมึง
เหมือนเลี้ยงหมา โอ๋เหมือนเสียงจากสวรรค์เลยมันปล่อยเราทันที แต่โชคร้ายที่มันปล่อยเราตรงบันได้พอดี เรา
ไม่มีหลักมากพอเลยทำให้กลิ้งตกบันไดลงมา ก็แค่เจ็บตัวนิดหน่อยไม่มีอะไรมาก จากนั้นอาเราก็รีบมาพาตัวพวก
เราไปนั่งข้างๆศาลพระภูมิ ซึ่งเป็นตกม้าหิน เราไม่รู้ทำยังไงเลยได้แต่รอ
สักพักปู่เราก็มา ปู่ขึ้นไปบนโรงพักพร้อมเอกสารปึกใหญ่ ประมาณ2-3ชั่วโมงแม่เราก็ตามปู่ออกมา เรารู้ทีหลังว่าปู่
เรามาประกันตัวแม่ เพราะแม่ต้องโทษคดีอาญา เนื่องจากตอนเกิดเหตุที่หน้าบ้านเรา พ่อเราถอยรถออกจากบ้าน
แล้วเกิดเชี่ยวชนกับรถอาปอ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอย ปกติอาปอเป็นเหมือนลูกน้องพ่อเรา พ่อเราสอนวิชาทั้งไพ่
และไฮโลให้ตลอด มาระยะหลังอาปอมาเปิดบ่อนอยู่ตรงบ้านเค้าเองในซอย แล้วเกิดมีการมาดึงขาไพ่กันจากบ่อน
ของพ่อที่เปิดถัดไปอีกซอย และพ่อเคยเตือนด้วยน้ำเสียงรุนแรงด้วยว่า แกไม่ควรมาเปิดบ่อนใกล้ๆบ้าน ลูก
หลานพวกเราจะเห็นเป็นตัวอย่าง เรื่องนี้เรารู้ว่าพ่อกำลังโกรธอาปอ แต่เราไม่เคยคิดว่าถึงกับต้องฆ่ากันด้วย เรา
มารู้จากแม่เล่าว่า พ่อถอยรถออกจากลานจอดรถในบ้านปกตินั้นแหละ แต่ตอนนั้นเป็นช่วงหน้าฝนรถเลยติดหล่ม
พวกบ้านเช่าก็มาช่วยกันเข็น รวมทั้งแม่เราด้วย แต่เมื่อรถหลุดออกจากหลุมโคลน ก็เลยออกมาที่ถนน ประกอบ
กับเวลาที่รถอาปอวิ่งมาพอดี เลยเกิดชนท้ายกันขึ้น
พ่อเราเดินลงไปจากรถเพื่อสำรวจความเสียหายของรถ และดูว่าได้ชนกับรถของใคร พ่อคงรู้ด้วยสัญชาติ
ญาณทันทีว่าต้องมีปัญหาแน่ เมื่อรู้ว่าชนกับรถของอาปอ เท่าที่แม่เล่าพ่อไม่ได้พูดอะไรเลย ได้แต่บอกว่า ขอ
โทษที ไม่ได้ตั้งใจ นอกนั้นอาปอเป็นคนด่า ด้วยน้ำเสียงที่ขาดความเคารพ มึงแกล้งกูหรือ รถกูเพิ่งซื้อมา ไอ้
สัตว์รวย ไอ้เย็-แม่รวย
ปั๊งๆๆ เสียงด่าถูกกลบด้วยเสียงปืนที่ดังสนั่น แม่บอกว่าเห็นอาปอล้มลง แล้วยกมือทั้งสองข้างกราบที่เท้าพอเมื่อ
พ่อเดินไปถึง แม่บอกเราว่ามีเสียงหนึ่งดังลอดเข้ามาให้ได้ยินว่า พี่รวยถ้าไม่ตายแล้วยุ่ง สิ้นเสียงนั้นก็ได้ยินเสียง
ปืนอีกสองนัด ปั๊งๆ แม่บอกว่ามันดังมาก มันดังกว่าสามนัดแรกเยอะมาก พร้อมๆกับรางกายที่สั่นของแม่ แม่ไม่เคย
เห็นอะไรอย่างนี้ พอจบเสียงปืนก็มีเสียงหนึ่งลอดมาอีก หนีพี่รวย ทางหลังบ้าน แม่บอกว่าแม่ไม่รู้ว่าเป็นเสียง
ของใคร รู้แต่ว่าเป็นเสียงเดียวกันกับทีแรก ที่บอกว่า ถ้าไม่ตายแล้วยุ่ง จากนั้นพ่อก็เดินไปทางหลังบ้านและ
ปีนรั้วหนีไป ตั้งแต่วันนั้นเราก็ไม่เจอพ่ออีกนานทีเดียว แม่เราเล่าต่อไปว่า เมื่อพ่อไปแล้วก็มีคนเยอะมากมาดู แล้ว
ก็เอาตัวอาปอไปส่งโรงพยาบาล แล้วตำรวจก็มาจับแม่ไป ปู่เลยมาประกันตัว
จากวันนั้นเป็นต้นมาชีวิตเราก็เปลี่ยนทันที เราไม่มีพ่อที่เป็นที่พึ่ง เราไม่มีพ่อ ญาติพี่น้องเราก็ค่อยๆ
เปลี่ยนไป เราไม่มีพ่อ แม่เราเหมือนคนนอก บ้านเราค่อยๆเหมือนถูกทอดทิ้ง พี่น้องพ่อล้วนแต่รักพ่อก็ตอนพ่ออยู่
ทุกคนเกรงใจพ่อ กลัวพ่อเฉพาะตอนที่พ่ออยู่เท่านั้น เราเรียนรู้ว่า เมื่อมีอำนาจ มีบารมี ก็มีบริวาร และเราก็เรียน
รู้ว่า อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงจาก เพื่อนกลายเป็นศัตรู จากญาติกลายเป็นคนรู้จัก แต่มี
สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ ความรักจากพ่อและแม่ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนเลย
|