MitsuSport & Services

You are here:THE PIER arrow นานาสาระ - บทความ arrow "โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 2 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง
  • Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • green color
  • blue color
"โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 2 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง PDF พิมพ์ อีเมล์
Tuesday, 04 March 2008

 ตอนที่สอง
 
                                ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง แต่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนชีวิต

                จากวันนั้นมา เราว่านานทีเดียวแต่เราก็จำไม่ได้ว่ากี่วันหรือกี่เดือน กว่าเราจะได้พบพ่ออีก วันหนึ่ง

แม่พาเรานั่งรถเมล์ไปที่ปากคลองตลาด แล้วก็นั่งรถเมล์สาย8 ต่อไปอีก เราจำไม่ได้มากนักแต่รู้ว่าผ่าน

บ้าน  “มนัง คศิลา” เราจำได้แค่นั้น แล้วเราก็นั่งรถ บ.ข.ส. (รถสีส้ม) ต่อไปที่จังหวัดลพบุรี ตอนนั้นกำลังมีการ

ปราบปรามกลุ่มคอมมิวนิสส์ หัวรุนแรงที่รวมตัวกันที่ เขาค้อ พอดี มีทหารเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว มีฮิลิคอบ

เตอร์ บินวนเวียนไปมาตลอดทุก15นาทีก็ว่าได้ เราตื่นเต้นมาที่ได้เห็นของจริง เราตื่นเต้นมากที่ที่จะได้พบพ่อ แม่

บอกว่าพ่อเราหนี เข้ามาอยุ่ในค่ายทหารกับญาติเรา ซึ่งตอนนั้นมียศเป็นร้อยเอก ของกองบินปีกหมุนที่3 เรานั่งรถ

วนไปวนมาเพราะหาที่อยู่พี่เราไม่เจอ ใช้เวลาอยู่เป็นชั่วโมงทีเดียว แต่สุดท้ายก็เจอจนได้ พอเราเดินเข้าที่พักซึ่ง

เป็นคล้ายๆ เทาว์เฮาส์ เรารู้สึกเหมือนว่าเราไม่ได้เจอพ่อเรามานานมาทีเดียว เราคิดว่าเราคงทำตัวลำบากแน่  ไม่

รู้จะเริ่มยังไงกับพ่อ เป็นความรู้สึกแปลกๆ

                พอเปิดประตูบ้านเราก็มองเห็นพ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร พ่อแสดงความดีใจ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เลย พ่อยิ้มทันทีที่เห็นพวกเรา (ลืมบอกไปเรามากับพี่ๆทั้งสามด้วย) พ่อเริ่มทักทายพวกเราทันที

“เป็นยังไงกันบ้างลูก” พ่อกล่าว เราไม่ค่อยได้ยินคำทักทาย ของพ่อแบบนี้บ่อยนัก

“สวัสดีพี่ค่ะ-ครับ พ่อ”พวกเราทักพ่อพร้อมๆกัน

“พ่อสบายดีหรือเปล่า” เราทักทายแบบไม่ได้คิด พ่อจะสบายได้ยังไง ในเมื่อต้องจากบ้านมาแบบนี้ จากนั้น พ่อแม่

ลูกก็พูดคุยกันตามภาษา ไม่ได้เจอกันนาน ก็เอาเรื่องสัพเพเหระมาคุยกัน พวกเราทุกคนนอนค้างที่บ้านพักนาย

ทหารกันสองคืน ทุกคนก็เดินทางกลับ ยกเว้นเราคนเดียวที่พ่ออยากให้เราอยู่เป็นเพื่อน แน่นอนเราดีใจมากเลยที่

พ่อชวนเราอยู่ที่นี่ เราอยากจะลองใช้ชีวิตอย่างนี้อยู่แล้ว ฮ่าๆๆ ลำบากเสียบ้าง พ่อหนีมาอยู่ที่นี่ยังได้ ดูแล้วไม่น่า

ลำบากอะไร พอเราโตขึ้นเผื่อว่าไปมีเรื่องกับใคร อาจจะต้องหนีมาอยู่บ้างจะได้ชินไง เราคิดแบบเด็กๆ ไม่ค่อยได้รู้

เรื่องรู้ราวอะไรหรอก ที่จริงเราไม่รู้วัตถุประสงค์ที่พ่ออยากให้เราอยู่ที่นี่ แท้จริงท่านต้องการเอาเรามาอบรม แม่คง

เล่าเรื่องอะไรต่างๆที่เราทำขณะที่พ่อไม่อยู่ แต่พ่อไม่ยอมพูดตอนที่พี่เราอยู่ด้วย คงเกรงว่าเราจะอายกระมั่ง



                                                                                                                     10    

           ทุกคืนในค่ายทหารที่ลพบุรี จะมีฝนตกชุกทุกคืนตั้งแต่เรามาที่นี่ แต่วันนี้แปลกมาก ฝนไม่ตกเลย แต่พ่อ

กับชวนเราออกไปหากบเราก็เลยงง “พ่อบอกว่าออกไปหากบกัน แก่ไปหาทางมะพร้าวมาทางหนึ่ง เดี่ยวพอไป

เอาฉมวก” ยิ่งงงใหญ่เลยนอกจากฝนไม่ตก แถมยังให้หาทางมะพร้าวมาด้วย ไม่เป็นไรเดียวก็รู้ เราก็เดินหาทาง

มะพร้าวมาจนได้ เป็นทางมะพร้าวแห้งเราก็ไม่รู้ทำไม ถึงเอาทางแห้งมา

    พ่อถามขึ้นทันที”ทำไมเอาทางแห้งมาล่ะ”

“ไม่รู้ซิพ่อๆ ไม่ได้บอกนี่เห็นทางแห้งหยิบง่ายดี ไม่ต้องตัด เดียวไปเปลี่ยนให้ก็ได้พ่อ”เราตอบ

“ไม่เป็นไรใช้ทางแห้งถูกแล้ว ที่ถามแก่นะนึกว่าแกรู้ว่าจะทำอะไร” พ่อบอก

“ไม่รู้ครับพ่อ ว่าแต่พ่อจะเอาไปทำอะไรล่ะ” เราก็รีบถามอย่างสงสัย

“เดี๋ยวพ่อค่อยบอกแล้วกัน ไปกันดีกว่า” พ่อชวนเราออกเดิน เราเดินตามพ่อไป ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าพ่อจะเอาของพวกนี้มา

ทำอะไร แต่พ่อบอกว่าจะพาเรามาหากบไปกิน เราเคยเห็นคนที่เค้าหากบจะต้องหาตอนฝนตก เราเดินมาได้สัก

พัก พ่อก็ชวนให้เราถือไฟฉาย แล้วพ่อบอกว่า “พอได้ยินเสียงกบร้องก็ให้ส่องไฟไปที่เสียงของมัน” จากนั้นพ่อก็

หยิบทางมะพร้าวไปจากมือเรา แล้วท่านก็เริ่มเดินเข้าไปในทุ่งนาโล่งๆ โดยมือหนึ่งถือฉมวก อีกมือหนึ่งลากเจ้า

ทางมะพร้าวนั้นไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อนเสียงดัง   

แซ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  สักพักก็ได้ยินเสียงกบมันร้องขึ้นมาจริงๆ  เรามองหาที่มาของกบ แต่ก็มองไม่เห็นพ่อเลยบอกเรา

ว่า “ช้าๆลูกไม่ต้องรีบ” เราทำตามพ่อทันที ค่อยๆกวาดสายตาตามแสงไฟไปเรื่อยๆ มันอยู่ไหนนะ มันอยู่ไหน

          “ลูกไม่เห็นใช่ไหม”พ่อเรากระซิบถามแบบเบา

          “ไม่เห็นพ่ออยู่ไหนอ่ะ” เราถามอย่างร้อนร้น

         “ค่อยๆส่องกลับไปตรงกอกล้วยนั้นแหละ เอาหละหยุดอยู่เฉยๆ” พ่อค่อยๆเดินแบบช้าๆ และเบามาก

เหมือนตอนเสือกำลังเข้าหาเหยื่อ พ่อยกแขนที่ถือฉมวกขึ้นแล้วแทงไปที่ตัวกบ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ เพราะเราเป็นคน

ส่องไฟแท้ๆ ยังมองไม่เห็นเลย แต่เมื่อฉมวกปักไปที่โคนต้นกล้วย แล้วเราจึงเริ่มเห็นกบเพราะมันกำลังดิ้นรนให้พ้น

ความตาย  พ่อจับกบเข้าไปเก็บในย่ามที่เตรียมเรียบร้อย เราก็เริ่มเดินต่อ คราวนี้ผมตั้งใจว่า จะต้องเห็นก่อนพ่อให้

ได้ เราเดินต่อไปเรื่อยๆสักสิบหรือสิบห้านาทีเห็นจะได้           ก็ได้ยินเสียงกบร้องขึ้นมาอีก คราวนี้แหละเราต้อง

เห็นก่อนพ่อให้ได้ เป็นอย่างที่คิดเลย พ่อเห็นก่อนเราอีกแล้ว พ่อบอกว่า “หยุดตรงนั้นแหละถอยช้าๆ หยุด อยู่

เฉยๆ” พ่อค่อยๆย่องเข้าไปอีก แล้วก็แท่งฉมวกไปที่ตัวกบทันที เราได้มาเป็นสองตัวแล้ว พรุ่งนี้ต้องได้กินแกงกบ

แน่ พอพ่อจับกบใส่ย่าม เราก็เริ่มถามให้หายสงสัยทันที “พ่อเห็นได้ไงครับ” เราถามพ่อทันทีเผื่อว่าตัวต่อไปเราจะ

ได้เป็นคนเห็นก่อน
     

                                                                                                                         11


                พ่อหยุดเดิน แล้วหันมามองหน้าเราทันที “ถ้าลูกอยู่กับโคลน แล้วลูกมองโคลน ลูกก็จะมองไม่เห็น

แต่ถ้าลูกอยู่กับโคลน  แล้วลูกมองสิ่งที่แตกต่างจากโคลน ลูกก็จะมองเห็น”

งงครับไม่เข้าใจหรอก แต่ก็ต้องบอกพ่อว่า เข้าใจแล้ว แล้วพ่อก็พาเดินต่อ คราวนี้เสียงกบร้องขึ้นอีก ผมรีบส่องไฟ

ไปตรงที่ต้นของเสียง เพื่อที่จะมองหาสิ่งที่แตกต่างจากโคลน อีกแล้วพ่อเห็นก่อนอีกแล้ว เสียงพ่อดังแผ่วๆ

มา “กลับมาช้าๆลูก หยุดตรงนั้นแหละ เห็นหรือยัง แสงสะท้อนเล็ก ที่ออกจากตาของมันสองข้าง” ผมดีใจมาก

เลย ผมได้เห็นกบแล้วสิ่งที่ผมมองหาก่อนหน้านี้คือตัวกบ ผมเลยหามันไม่เจอ เพราะกบมันอยู่ใต้ใบไม้ สิ่งที่เห็น

คือ เราจะได้เห็นแต่ตาคู่เล็กๆของมัน ผมส่องอยู่อย่างนั้น     เพื่อรอให้พ่อเอาฉมวกไปแท่งมัน แต่พ่อหายไปไหน

ไม่ยอมมาแท่งกบ เราส่องไฟไปที่พ่อยืนอยู่ไม่เห็นพ่อแล้ว พ่อเดินไปนั่ง ที่คันนา เราเสียดายมากทำไมพ่อ ไม่ยอม

แทงกบตัวที่เรามองเห็น พอเราส่องไฟมาอีกทีเจ้ากบตัวนั้นหายไปแล้ว เราเดินไปนั่งกับพ่อ

        “พ่อทำไมไม่แทงมันครับ” ผมรีบตั้งคำถามแบบร้อนรน

         “ ปล่อยมันไปเถอะลูก ตัวนี้ลูกเห็น พ่อเลยไม่อยากให้ทำมัน มันเป็นครูของลูกนะ” พ่อบอก

         “นั่งพักเอาแรงกันก่อนลูก” พ่อบอก

เราก้มลงนั่งข้างๆพ่อ เพื่อจะขอดูเจ้ากบ ที่เราจับได้ เสียงพ่อดังขึ้นทันที

         “รู้ไหมทำไมลูกจึงมองมันไม่เห็น เพราะลูกมั่วแต่ตั้งมั่นที่จะมองหากบ ลูกไม่ได้เผื่อไว้ มองอย่างอื่นรอบตัว

เลย อย่างนี้ไม่ปลอดภัย การตั้งมั่นทำสิ่งใดๆก็ดีอยู่หรอก แต่ลูกต้องมองอันตราย จากรอบกายเราด้วย ไม่รู้ว่าจะมี

อะไรบ้าง ที่สามารถทำร้ายเรา” พ่อบอกเรา

          (จริงๆแล้วตอนนั้นเราไม่เข้าใจหรอก เรามาเข้าใจที่พ่อพูด ก็ตอนเรามีลูก มีเมียแล้วนี่แหละ)

          “ลูกรู้ไหมทำไม่เราถึงมาหากบกันวันที่ฝนไม่ตกนี่”พ่อถาม

          “ไม่รู้พ่อ”ผมตอบแบบไม่ต้องคิด ไม่รู้จะคิดไปทำไม ปวดหัว คิดไปก็หาคำตอบไม่เจอ

          [size=10pt
]“ถ้าเราหากบตอนฝนตก เราก็จะต้องมาหาแข่งกับเพื่อนบ้านเราตั้งหลายคน แล้วทุกคนก็หาเก่งกว่าเราทั้ง

นั้น ถึงแม้จะมีกบมาก แต่ก็มีคนหามาก เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นกบ ก็จะกลัวและคอยระวังตัวตลอด เราจะเป็น

คนที่หาไม่ได้เลย คนอื่นๆ ก็จะได้คนละไม่กี่ตัวเหมือนกัน แต่วันนี้เราไม่มีคู่แข่งเลยเราจะนั่งพักก่อนก็ได้เห็นไหม”
[/size] พ่อบอก
                                                                                                                                                                                                                                                     12           
          “แล้วทำไมพ่อเอาทางมะพร้าวลาก แล้วกบมันจึงออกมาหละครับ”ผมถามแบบไม่รู้   
         
 “ในเมื่อเราหากบสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ เราก็ต้องหาโอกาสซิลูก กบมันได้ยินเสียง แซ็กๆๆๆๆๆๆ มันก็นึกว่า

ฝนตกมันก็ออกมา เห็นไหม เราได้อยู่คนเดียวเลย กบไม่หนีเราด้วย

” พ่อพูดแล้วอมยิ้ม ตกลงเรานั่งคุยกันตลอดเลย ไม่ได้หากบต่อแล้ว พ่อก็พาเดินกลับบ้าน พ่อบอกว่าเรากินกันแค่4

คน เอาแค่สองตัวก็พอแล้วตัวใหญ่เสียด้วย แต่วันนี้ลูกได้มองเห็นกบแล้ว เท่ากับไม่เสียเวลา

วันหนึ่ง พ่อพาเราเดินมาดูที่ลานจอด เครื่องบินฮิลิคอบเตอร์ เราขอให้พ่อพาเรามาดู เราไม่เคยเห็นใกล้ๆเลย ตรง

ด้านหน้าจะมีคอบเตอร์เก่าๆจอดเป็น อนุเสาวรีเค้าเรียกว่า ฮ.หัวใส พ่อพาเราไปเล่นบนนั้น เราก็เล่นตามภาษาเรา

เราหันมามองพ่อ ที่นั่งยองๆอยู่ใกล้ๆ ท่านนั่งตาลอยเหมือนคิดอะไรอยู่ เราสงสารท่านมาก แต่เราไม่รู้จะทำยังไง

เราคิดไปเองว่าท่านคงเบื่อ ที่ต้องมานั่งรอเราๆชวนพ่อกลับบ้าน ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เราเดินผ่านอาคาร

ใหญ่ๆ ไม่รู้ว่าเค้าไว้ทำอะไร เรามองเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมๆกับที่พ่อ

เราถามขึ้นมาพอดี

         “ลูกรักใครที่สุดในโลก”พ่อถาม

         “รักพ่อกับแม่ซิครับ” แหมพ่อไม่น่าถาม คำถามแบบเด็กๆ อย่างนี้กับเราเลย เรานึกในใจ พ่อเงียบไปสัก

พัก พร้อมๆกับหยุดเดิน แล้วจ้องมองไปที่รูปในหลวง แล้วท่านก็ยกมือไหว้

          “ลูกควรรักในหลวงให้มากกว่าที่รักพ่อ” พ่อเราบอก

       
“ลูกควรรักและเคารพในความดี ในหลวงเป็นคนดีลูกต้องรักในหลวงให้มากกว่าพ่อ พ่อเคยคิดว่าถ้าพ่อมี

โอกาสตาย 1 ครั้ง เพื่อให้ในหลวงได้มีอายุยืนเพิ่มอีก 1 วัน พ่อว่ามันคุ้มนะลูก”
พ่อเราบอก
 
พ่อเราสอนเราให้เรารักและเคารพในหลวง พ่อเราบอกเสมอว่าในหลวงเป็นคนดีที่สุด ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกคงเพราะ

เรายังเด็ก เมื่อก่อนพ่อสอนให้เรามีเหตุผล พ่อชอบเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอนเราอยู่เสมอ พ่อบอกว่า 
“จง

อย่าเชื่อแม้กระทั่งตัวข้าพเจ้า จนกว่าท่านได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง”
เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเราก็จำและเอามา

ใช้ตลอด

วันหนึ่งเราเราขี่จักรยานออกมาเล่นแถวโรงพยาบาลคนเดียว เราเห็น ฮ. บินมาลงที่นี่ทุกวัน    วันหนึ่ง 3-5

เที่ยว ทีแรกเราก็ยืนอยู่แถวๆ ด้านหน้าลานจอด ฮ. แต่มันเห็นไม่ค่อยชัด เรารู้แต่ว่ามีทหารบาดเจ็บมากับ ฮ.ครั้ง

ละ 2-4 คนตลอด เราจึงแอบเดินเข้าไป ที่จริงไม่ต้องแอบก็ได้ เพราะไม่มีใครสนใจเราหรอก ทุกคนยุ่งอยู่ กับการ

เอาคนเจ็บลงจาก ฮ. หมอและพยาบาล ก็คอยดูแลคนเจ็บมีเสียงอึกทึก ตลอดเวลา เรามองเห็นร่างทหารคนหนึ่ง

ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเค้าตายรึยัง แต่ก็คงรอดยากเราเห็นตาเค้าถลนออกมาอยู่นอกเบ้า ที่หัวมีแต่เลือด ที่แขนมีรอย

เลือดเต็มไปหมด พอเรามองมาที่ท้องเราเห็นไส้ออก

13


มาอยู่ข้างนอก ที่ขาก็ขาดเลยเข่าขึ้นมาอีก มันบวมใหญ่มาก เค้าเอาเส้นเอ็นของขา ที่มันยื่นออกมาๆมัดเพื่อห้าม

เลือด มันเป็นภาพที่สยดสยองมากเลย ผมกลับบ้านด้วยความกลัวและจิตใจที่หดหู่ แล้วก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้พ่อ

ฟัง พอดีพี่สาว (ลูกลุง) และพี่เขยที่เป็นนายทหารอยู่ด้วย พี่เราบอกว่าคนนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่เขยเรา ชื่อ อา

กู๊ด (GOOD) เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยมาไม่นาน เพิ่งติดยศร้อยตรี      เค้าเหยียบกับระเบิดเข้าอย่างจัง ขา

ขาด1ข้าง ตาบอดสนิทหนึ่งข้าง ไส้ทะลัก ตอนนี้อาการยังโคม่าอยู่ เรารู้สึกว่าทำไมโลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย เค้าเพิ่ง

เรียนจบมาแท้ๆ ทำไมต้องมาเป็นแบบนี้ด้วย แล้วพ่อแม่เค้าจะทำยังไง

   อากู๊ด  ได้รับเข้าเป็นคนไข้ส่วนพระองศ์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ใส่ตาและขาเทียม

ปัจจุบันยังรับราชการทหารล่าสุดก่อนหน้านี้3ปีทราบว่ามียศเป็น พันเอกพิเศษ*

ตอนกลางคืน เราและพ่อออกมานั่งเล่นกัน ที่หน้าบ้าน ที่หน้าบ้านจะมีที่นอนที่ทำจากไม้ไผ่ เรากับพ่อนอนดูดาว

กัน เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระ แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ เลยถามพ่อเรื่องของอากู๊ด ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง พอ

บอกว่าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ พอคุยเสร็จพ่อก็เงียบไปพักหนึ่ง       แล้วท่านก็ถามเราบ้าง

             “โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร”พ่อถามยิ้มๆ

             “เป็นทหารครับพ่อ” ตอบแบบไม่ต้องคิด เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แสดงความกล้าสักหน่อย

พ่อเงียบไปพักใหญ่

           
   “เป็นอะไรก็ได้ลูก แต่ขอให้เป็นที่สุด ถ้าลูกอยากเป็นทหารก็ต้องเป็นนายทหาร อยากเป็นอะไรก็ต้อง

พยายามเป็นให้ถึงจุดสุดยอดของมัน แล้วลูกจะเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง”
พ่อบอกด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดมาก

               “อะไรคือชักใยครับพอ” ผมถาม
               
              “ชักใยก็คือ การที่ลูกเป็นผู้นำ เป็นผู้กำหนดทิศทางการเดิน ให้กับคนของลูก เข้าใจไหมครับ”

              “เข้าใจครับพ่อ” เราตอบ แต่ที่จริงในวัยขนาดเรา ยังไม่เข้าใจอะไรหรอก ที่เราเอามาเล่าให้ฟังได้ตอน

นี้เพราะว่า เราเพิ่งคิดถึงคำสอนของพ่อ แล้วเอามาคิดมาปฎิบัติ เมื่อตอนที่เราอายุมากแล้ว
 
              หลังจากนั้น ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าเล่าแล้ว ก็เรื่องสัพเพเหระ พ่อลูกคุยกันทุกวัน อ้อลืมไปอย่างหนึ่ง ที่พ่อ

ต้องให้เราอยู่กับพ่อเพื่อ พ่อจะได้ตำหนิเรา เรื่องที่เราแกล้งพี่สาว แล้วปู่ก็ลงโทษเรา เราบอกปู่ว่า ปู่เป็นผู้ใหญ่ที่

ไม่มีเหตุผล ปู่รักแต่ไอ้แก้ว(พี่สาวคนเล็ก) ไม่ให้ความยุติธรรมกับเรา ทั้งๆที่พี่สาวเราเป็นคนผิด ปู่ไม่สอบสวนหา

ความจริง แต่ปู่มุ่งเน้นที่จะลงโทษเรา

จากวันนั้นเราต้องกลับมาเรียนหนังสือ ตอนนั้นเราเรียนอยู่ ม.2 หรือ ม.3 นี่แหละ เราก็จำไม่ได้อายุก็จำไม่ได้ว่า

เท่าไหร่ รู้อย่างเดียวว่า เป็นเด็กมาก แต่ชีวิตวัยเด็กเรากำลังจะต้องเปลี่ยนไป

              วันหนึ่ง เรากลับจากโรงเรียนมาพร้อมๆพี่สาว เจอหน้าแม่ก็สวัสดีตามปกติ พอพวกเราอาบน้ำทำ

การบ้านกันเสร็จ แม่ก็เรียกมากินข้าว พอกินข้าวเสร็จแม่ก็บอกเราว่า พ่อต้องย้ายที่อยู่อีกแล้วคราวนี้ยังไม่รู้ว่าพ่อ

จะอยู่ที่ไหน เพิ่งได้ข่าวจากป้าเรา เมื่อตอนบ่าย

               “ทำไมล่ะแม่” เสียงพี่สาวคนโตเราถามขึ้นทันที

               “ตำรวจตามไปที่นั้น ไม่รู้ว่า รู้ได้ยังไง แต่ทหารไม่ให้เข้าไปในค่าย” แม่ตอบ

               “แล้วพ่อจะไปอยู่ไหนล่ะแม่” เราถาม

               “ไม่รู้เหมือนกัน เค้ารีบไป ไม่ได้บอกอะไรพี่แก แต่ไม่นานพ่อคงโทรมาบอก” แม่บอก

เรารู้สึกไม่ดีเลย เราคิดไปต่างๆนาๆ ว่า ถ้าพ่อโดนจับจะทำยังไง  แต่เท่าที่เรารู้ตอนนี้แม่กำลังวิ่งเต้นอยู่ เพื่อให้

พอกลับมาได้แม่บอกว่าไม่ว่าจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ ก็จะต้องให้กลับมาให้ได้ สมัยนั้นถ้าเกิดเรื่องอย่างพ่อมีเงิน

หน่อยก็จบง่าย อ้อต้องมีผู้มีอิทธิพลด้วยก็ง่ายครับ ครอบครัวเราก็ไม่ใช้ครอบครัวเล็ก นานสกุลเราก็เป็นที่รู้จักกัน

ทั่ว(ระดับพื้นบ้าน)  แม่บอกว่าเร็วๆนี้พ่อก็จะกลับได้แล้วแม่เราเตรียมที่จะขายบ้านและที่ดินที่บ้านสวน บ้านนั้นมี

เนื้อที่ประมาณ2ไร่เศษพร้อมบ้านเพิ่งปลูกไปได้ไม่นาน เราจำได้ว่าแม่ขายไปราคาไม่เท่าไหร่ แต่เท่าที่รู้ ถูกมากๆ

ครับ ตอนนี้ราคาที่แปลงนั้นประมาณ 30 กว่าล้าน

         แม่ติดต่อกับนักการเมืองท้องถิ่น ขณะนั้นมีตำแหน่งกำนัลซึ่งปู่เรารู้จักเค้าดี แม่เราเอาเงินที่ขายที่ได้ทั้ง

หมดไปให้เค้าเพื่อหวังว่าจะสามารถช่วยให้พ่อเรากลับมาได้ เวลาผ่านไปก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่ ทวงถามทีไร

เค้าก็บอกว่าใกล้แล้วๆ เป็นอย่างนี้อยู่นานจนแม่เรารู้ว่าคงไม่มีอะไรดีขึ้นแน่ พ่อก็ยังต้องทนทุกทรมานอยู่อย่างนั้น

อีก

         เมื่อแม่ขายที่ดินและบ้านไปแล้วเราก็ไม่มีที่อยู่ บ้านริมคลองก็ให้เค้าเช่าไปแล้ว(เมื่อก่อนบ้านเราอยู่นี่ที่

บ้านริมคลอง แต่พอพี่สาวเราตกน้ำพ่อก็เลยย้ายไปอยู่ที่บ้านสวน” เราก็เลยต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านปู่ก่อนเป็นการชั่ว

คราว ตอนนั้นที่บ้านเราไม่มีรายได้เลยแม่ก็ไม่เคยทำการค้าหรือธุรกิจอะไร แต่ตอนนี้ที่

15

บ้านจำเป็นต้องมีกิจการอะไรสักอย่างเพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ช่วงนั้นการเลี้ยง กล้วยไม้( VANDA) กำลัง

เป็นสิ่งที่น่าลงทุนทำ เนื่องจากราคาดอกกล้วยไม้ส่งนอกแพงมาก แม่เราเลยเอาเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปลงทุน

เพื่อปลูกกล้วยไม้ ทั้งๆที่แม่ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย พวกเราพี่น้องก็ยังเด็กเกินไปที่จะรับรู้เรื่องราวต่างๆ

ภาระทั้งหมดก็คงต้องตกอยู่ที่แม่เพียงคนเดียว

         
         พ่อเรายังมีที่ดินเหลืออยู่อีกแปลง อยู่ที่บางมด ทุ่งครุ แม่ก็เลยให้มาลงทุนเลี้ยงกล้วยไม้ที่นี่ก็น่าจะมีราย

ได้มาเลี้ยงครอบครัวได้ หลังจากทำการสร้างเรือนกล้วยไม้ได้เพียง 80-90% เงินที่แม่อยู่ก็หมดไม่มีเหลือพอที่

จะทำต่อ กระถาง กากมะพร้าว เครื่องปั๊มน้ำก็ยังไม่ได้ซื้อ ก็คงต้องลงทุนอีกมากโข แม่เลยไปขอยืมเงินปู่เพื่อเอา

มาลงทุนก่อน แน่นอนปู่ต้องให้อยู่แล้ว เราเอาเงินปู่มาทำจนสำเร็จสามารถประกอบการได้แล้ว ก็เหลือแค่ปลูก

กระต๊อบหลังคาจากอีกสักหลังเพื่อเอาไว้เก็บปุ๋ยเก็บยา ตอนนั้นไม่มีใครนึกถึงหรอกว่าเจ้ากระต๊อบหลังคาจากหลัง

นั้น ต่อไปจะต้องเป็นที่อยู่ของพวกเราแม่ลูก

         เช้าวันศุกร์วันนี้เราดีใจมาก แม่อนุญาติให้เรากับพี่ได้หยุดเรียน1วัน แถมได้ไปเที่ยวอีกด้วย เราไม่รู้

หลอกว่าแม่จะพาเราไปไหนรู้แต่ว่าต้องออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมง ขึ้นรถเมล์ไปลงปากคลองต่อสาย8   เหมือน

ครั้งที่ไปเยี่ยมพ่อตอนนั้นเลย แล้วรถ บ.ข.ส.ก็มาจอดสนิทที่จังหวัดสระบุรี เราเดินข้ามถนนไปอีกฝังแล้วแม่ก็พา

เราเดินเข้าตลาดสด เราก็เดินตามท่านไปเรื่อยๆ แม่มองหาป้ายชื่อร้านอะไรสักอย่างแต่แม่ก็ไม่ยอมบอก ตั้งแต่

ตอนมาแล้วแม่ไม่ยอมบอกอะไรเราสักอย่าง ไม่บอกว่าไปไหน ไม่บอกว่ามาหาใคร เราเดินวกวนตามแม่เราไป

เรื่อยๆสักพักแม่ก็มาหยุดที่ร้านขายของชำชื่อ “แม่วิง” เรากวาดตามองไปรอบๆ          แน่นอนต้องเป็นพ่อเราแน่

นอนเลย ลักษณะการนั่งรูปร่าง ถึงแม้จะเห็นแต่ด้านหลังเราก็จำได้

         “พ่อ” เสียงพี่สาวคนโตเราดังมาก่อนทั้งๆที่อยู่หลังเราอีก พ่อเราหันมองแล้วยิ้มด้วยท่าทีที่อบอุ่น

         “พ่อหวัดดีครับ-*ค่ะ” พวกเราพูดพร้อมกัน แล้วพี่เราก็ร้องไห้ทำให้เราก็กั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

         “พ่อเป็นยังไงบางครับ” เราถามด้วยความเป็นห่วง

         “สบายดีลูก พ่อไม่เป็นไร แล้วพวกเราล่ะเป็นไง สอบได้ที่เท่าไหร่”

         ยุ่งล่ะซิไม่น่าถามเลย พี่ๆทุกคนแย่งกันตอบ ที่2ค่ะ ที่1ค่ะ ที่2ค่ะ แล้วพี่ๆก็หันมามองหน้าผมเป็นตาเดียว

เหมือนจะให้ผมพูดอะไรอย่างนั้น พอพ่อหันมาทางผมเหมือนกับมีใครเอาน้ำแข็งมาราดใส่หลัง

16

ผมอย่างนั้นแหละมันเย็นและเสียวไปทั่วหมด พอดีมีผู้หญิงอายุประมาณ35-40ปีสองคนเดินมาพอดีพ่อเลยหันไป

มองเค้า แล้วบอกพวกเราว่า

         “นี่ อาเปี๊ยก คนนี้ชื่ออาเปรม เป็นเพื่อนของพ่อ” พวกเราทุกคนก็สวัสดี ส่วนผมรู้สึกว่าอาทั้งสองมีบุญคุณ

กับผมมากทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกัน ท่านก็สามารถช่วยผมได้แล้วจากนั้นก็ถ้าสาระทุกข์สุขดิบกันพอสมควร พ่อก็ชวนเรา

ไปที่พ่อพัก ที่จริงก็คือไร่ของ อาเปี๊ยก อาเปรม ที่ท่านซื้อทิ้งไว้ เรานั่งรถมากับพ่อวิ่งมาทางลพบุรีแล้วแยกขวา

ทางพุแค เลยเขาตัดมาหน่อยก็ถึงสาย4 ของเราเลยมาอีกนิดเดียว ตรงนี้เค้าเรียกว่าสา3 ประมาณ40นาทีก็ถึง

พอมาถึงพ่อก็แนะนำ กู๋ทอง กับอากิ้ม ให้รู้จัก กู๋ทองกับอากิ๊มก็มีลูกชายอีกสองคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ชื่อ

สนอง กับ จักร ถึงตอนเย็นเราก็ต้องรีบกินข้าวแล้วพ่อก็ใช้ให้ไปช่วยสนองปั๊มน้ำจะได้ไว้อาบกัน ตอนนั้นเราไม่ได้

สงสัยอะไร กับข้าวที่อากิ๊มทำง่ายๆแต่อร่อยมาก พอกินข้างเสร็จเราก็เดินตามสนองและจักร ออกไปหน้าบ้านเพื่อ

ไปช่วยเค้าปั๊มน้ำแต่เราคิดในใจแค่ปั๊มน้ำก็กดสวิทแค่นี้ต้องหาคนมาช่วยด้วย พอเดินไปถึงบ่อน้ำก็ถึงบางอ้อ เรา

เห็นหัวคันโยกเหมือนที่เคยเห็นในทีวีเลย เรานึกสนุกขึ้นมาทันที สนองครับเดียวผมทำให้เองสบายมากของง่ายๆ

เราจับคันโยกได้ก็เริ่มลงมือโยกใหญ่เลยเห็นน้ำค่อยไหนผ่านสายยางเข้าไปในห้องน้ำแหมสนุกดีเหมือนกัน แป๊ป

เดียวนกกระจอกไม่ทันกินน้ำเราก็หอบเหมือนหมาออกลูกเลย มันเหนื่อยจริงๆครับ เราหันมาถามสนองอย่างเร็ว

เลยว่า

         “สนองพอรึยังครับ”

         “ยังไม่ได้ครึ่งตุ่มเลย” สนองตอบ

         “ไม่เป็นไรเดียวผมทำต่อคนเดียวเลย สนองนั่งเถอะ” ผมคิดในใจสบายเหลืออีกแค่ครึ่งตุ่มเอง

         “ไม่เป็นไรผลัดกันดีกว่า”สนองบอก

         “ไม่ต้องห่วงผมจักการเองเหลืออีกแค่ครึ่งตุ่มเอง” เรารีบแสดงพลังให้เห็น แล้วเสียงสนองก็ดังขึ้น

         “ยังเหลืออีก5ตุ่มนะ” เมื่อสิ้นเสียงสนองก็พร้อมๆกับที่ผมปล่อยคันโยกทันที พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

บ่อนั้นแหละ สักพักเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอย่างครื้นเครง ไม่ใช่ใครเสียงพี่สาวเราเอง

         “เสร็จแล้วรีบผลักกันอาบน้ำนะ” เสียงพ่อตะโกนมาแต่ไกลผมนึกในใจ เพิ่งจะ5โมงเองจะรีบอาบไปไหน

สัก2หรือ3ทุ่มค่อยอาบก็ได้ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน จากนั้นพี่ๆผมก็ทยอยกันอาบน้ำเหลือผมอยู่คนเดียว พอหัว

ค่ำผมก็เดินเข้าไปอาบบ้าง ผมมองหาสวิทไฟเพื่อที่จะเปิดไฟในห้องน้ำหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจะเลยเดินไปถาม

พ่อ เสียงหนึ่งดังมาจากในห้องน้ำทันที

         กร๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
17       

 กร๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

         ตั๊กแก   ๆ    ๆ    ๆ    ๆ

เฮ้ย ผมร้องเสียงหลงเลย ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรมองก็ไม่เห็น ผมรีบวิ่งไปหาพ่อทันที

         “พ่อๆๆ ไม่รู้ตัวอะไรมันอยู่ในห้องน้ำมันร้องน่ากลัวมาก แล้วผมหาสวิทไฟไม่เจอด้วย”

         “ตุ๊กแกครับลูก มันไมทำอะไรหรอก” แล้วพ่อก็หัวเราะ

         “ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าลูก เราอยู่กันแบบนี้แหละ” พ่อบอก เราไม่อยากจะเชื่อเลย สรุปวันนั้นไม่ได้อาบน้ำเลย แต่ก็

ตั้งใจไม่อยากอาบอยู่แล้ว

          ตกกลางคืนเราต้องกลางมุ่งนอนรวมกันตรงกลางบ้าน เราไม่รู้ว่ากี่โมงเราตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงผู้หญิง

ร้องไห้ เราเลยกลัวกำลังจะปลุกพี่สาว เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ดังอีก แต่เสียงนั้นคุ้นๆ เราเลยฟังเฉยๆ เสียงนั้น

เป็นเสียงของแม่เรา แม่กำลังรำพึงให้พ่อฟังเรื่องที่เราต้องยืมเงินปู่มาปลูกเล้ากล้วยไม้และกระต๊อบ แล้วแม่ก็เล่า

ต่อว่าเงินที่ขายที่ทั้งหมดก็เอาไปให้ผู้ใหญ่(เค้าเป็นกำนัลแต่คนจะติดปากเรียกว่าผู้ใหญ่)ไปตั้งนานแล้วไม่เห็นว่า

ผู้ใหญ่จะทำอะไรให้เลย ถามตำรวจๆก็บอกว่ายังไม่ได้เรื่อง ตอนนี้เจ้าทุกข์(อาปอ) ก็ไม่เอาเรื่องแล้วไม่รู้ว่าทำไม

ถึงไม่เสร็จสักที (เป็นคดีอาญาเจ้าทุกข์ถอนฟ้องไม่ได้ เจ้าพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง)    แล้วแม่ก็เงียบไปพักใหญ่

         “ตั้งแต่พ่อไม่อยู่ พี่สาวพ่อเค้าก็ไม่เหมือนเดิมเลย พูดจาเหมือนลูกเราเป็นคนอื่น”แม่เล่าทั้งเสียงสะอื้น ไม่

ได้ยินเสียงตอบจากพ่อเหมือนเคย

         “เค้าบอกกับฉันว่าต้องจ่ายเช่าบ้านให้ปู่ด้วย ถ้าไม่ให้ก็ต้องย้ายออกไป”แม่เล่าต่อ เรื่องพวกนี้แม่ไม่เคย

เล่าให้เราฟังเลย เราไม่รู้ว่าแม่จะต้องเจอกับเรื่องร้ายๆอย่างนี้ เรารู้จักป้าเราดี

         “ปู่รักไอ้แก้วมาก (พี่สาวคนเล็ก) ปู่บอกว่าจะยกที่แปลงเล็กที่สวนให้ไอ้แก้ว แต่พี่สาวพ่อเค้ารู้เข้าเค้ามา

ต่อว่าฉันให้ว่าให้ลูกไปประจบปู่เพื่อหวังสมบัติ” แม่เล่า

         “ตอนนี้ที่สวนกล้วยไม้ก็ยังปลูกกระต๊อบไม่เสร็จ ยังไม่มีหลังคาเลยเงินก็จะหมดอยู่แล้ว ถ้าเค้ามาไล่ก็ไม่รู้

จะทำยังไง” แม่เล่าต่อ

         “ถ้าเค้ามาไล่เธอก็พาลูกย้ายออกไปอยู่ที่สวนก่อน ฉันไม่อยากให้ลูกรู้เรื่องป้าเค้า ฉันไม่อยากให้เด็กๆไม่

เคารพผู้ใหญ่” เสียงพ่อดังขึ้นมาครั้งแรก แต่น้ำเสียงพ่อสั่นๆ

จากนั้นเสียงทั้งสองก็เงียบไป ทำให้ความเงียบยิ่งเงียบกว่าเดิม ความน่ากลัวเข้ามาแทนที่ทันทีมันมืดมากไม่มี

แสงไฟสักดวง พอรุ่งเช้าก็ไม่มีอะไรมากวันอาทิตย์แม่ก็พาเรากลับ ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากแม่จะเป็นผู้ที่รับบท

หนักกับการต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาอย่างที่เรานึกไม่ถึง

18       

  พอปิดเทอมภาคฤดูร้อนเราก็ต้องเดินทางไปอยู่กับพ่อที่สายสาม (รอยต่อสระบุรีและลพบุรี) ช่วงนั้นทุกอย่างทีไร่

เป็นสีส้มไปหมดเลย ต้นน้อยหน่าก็เหมือนกับว่ามันจะตายทั้งหมดมันเป็นสีส้มทั้งหมดเลย แม้กระทั่งหญ้าคอมมิวนิ

ส ยังตาย อากาศที่นั้นแห้งแล้งมากครับ น้ำบาดาน ที่เราเคยใช้ก็แห้งจนไม่เหลือแม้แต่สักหยด ทุกวันจะมีคนเผ่า

หญ้าเพื่อปรับสภาพดินให้มีอินทรีย์สารมากขึ้น (ไม่รู้เราคิดถูกรึเปล่า)

         วันหนึ่งพอพาเราเดินเข้าไปในไร่พร้อมกับที่ท่านหยิบอะไรสักอย่างลักษณะคล้ายๆสวิ่ง(ที่ช้อนปลา) แต่ก็

ไม่ใช่เพราะมีแค่ครึ่งวงกลมเท่านั้น แต่มีตาข่ายอยู่ด้านหลังเหมือนกัน 

         “พ่อจะไปไหนล่ะครับ” เราถาม

         “ไปจับนกคลุ้มกันลูก”พ่อตอบสั่น

         “แล้วนั้นอะไรล่ะพ่อ” ถามอีก

         “เค้าเรียกว่า ซิง เวลานกมันวิ่งเข้าไปมันก็จะติดกับ” พ่อบอก เรางงมากเมื่อเห็นลักษณะของเจ้าอุปกรณ์ที่

เรียกว่าซิง แล้วนกมันจะโง่เข้าไปติดทำไม มันเห็นมันก็บินไปที่อื่นซิ ไม่เป็นไรไม่ถามดีกว่าเดี่ยวก็รู้เอง เราเดิน

ตามพ่อไปสักประมาณ15นาทีก็ถึง ที่ดินตรงนี้เป็นทุ่งโล่งๆไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย เมื่อก่อนพ่อเราปลูกถั่วลิสง พอ

เก็บผลผลิตเสร็จก็ปล่อยมันรกร้างเนื่องจากหน้าร้อนไม่สามารถปลูกอะไรได้เลย     เราสังเกตเห็นพอก้มๆเงยๆ

เก็บหญ้าคอมมินิส แล้วจับมากำให้เป็นท่อนยาวๆสักประมาณ1เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้วเห็นจะ

ได้แล้วพ่อการวางเป็นแนวยาวต่อๆกันเหมือนเป็นอนาเขต สักประมาณ 5 เมตร พ่อก็จะเอาเจ้าซิง  ปักส่วนหัวของ

ครึ่งวงกลมลงกับพื้น  เอาตาข่ายออกไปอยู่ด้านหลัง (ลักษณะจะคล้ายประตูที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอล) แล้วก็วาง

หญ้าที่จับมัดเป็นกำสูงแค่ฝ่ามือต่อไปอีก 5 เมตรเหมือนเดิม แล้วก็วาง ซิง อีก1 อันเป็นอย่างนี้ไปสัก 5-6 อัน

จากนั้นพ่อก็ชวนเราเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง

         จากที่เราเห็นพ่อเราทำอย่างนั้นเราต้องบอกว่าอยากหัวเราะความคิดของพ่อมากเลย  นกที่ไหนจะเข้าไป

ติดตาข่ายพ่อได้ มันเป็นไปไม่ได้ เราคิด ที่จริงอยากจะบอกพ่อว่า อย่าไปดักมันให้เสียเวลาเลย ไม่มีทางได้

หรอก ก็ไม่กล้าเดียวโดนดุ  พ่อคงไม่รู้ว่าเราเอาหนังสติ๊ก มาด้วย ถ้าเราตั้งใจยิงนก สักสองสามชั่วโมงก็ได้สัก 2-

3 ตัวแล้ว วันก่อนเรามาเลี้ยงควายเรายังได้ไปสองตัวเลย (ควายชื่อ นังรุ้งกับไอ้ทุย) พอเดินมาสุดคันดินก็

ประมาณสัก 100 เมตรเห็นจะได้ พ่อหยิบไฟแช็คออกมาจากกระเป๋า แล้วก็จุดไฟ(ลืมบอกไปเมื่อวานพ่อให้เรามา

ถางหญ้าเพื่อทำแนวกันไฟไว้ก่อนแล้ว )     ไฟค่อยๆลุกลามไปทางที่เราทำกับดักไว้สักพักก็ถึงตรงที่เราวางกับ

ดัก  เรากับพ่อรีบเดินไปดูว่าจะได้นกหรือไม่ ไม่น่าเชื่ออันแรกที่เราเห็นได้นกด้วยเรารีบเดินนำหน้าพ่อไปดูอันที่

สอง อันที่สองก็ได้ อันที่สามได้สองตัว อันที่สี่ไม่ได้ อันที่

19

ห้าก็ได้ อันที่หกก็ได้อีกตัว เราทั้งดีใจและก็แปลกใจไม่น่าเชื่อว่าจะได้นกมากขนาดนี้ เราจับเอานกใส่ลงไปใน

ย่ามแล้วเดินต่อไปกับพ่อ เราถามพ่อด้วยความแปลกใจว่า

         “พ่อนกมันเข้าไปติดได้ยังไงครับ” เราถาม

         “มันเห็นไฟ มันเลยกลัว วิ่งหนีไปติดกับดักลูก” พ่อตอบ

         “ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นครับ ผมหมายถึง มัดหญ้าที่พ่อวางไว้กั้นมันๆเตี้ยนิดเดียวทำไมมันไม่

กระโดดข้ามล่ะครับ ทำไมมันต้องวิ่งมาติดกับดักง่ายๆอย่างนี้” เราถามเพราะสงสัยจริงๆ

         “ มันก็เหมือนคนล่ะลูก นกติดกับดักลูกแปลกใจแล้ว เมื่อลูกโตขึ้นลูกจะได้เห็นคนติดกับดักอย่างนี้อีกเยอะ

ลูก”
พ่อบอก เรายังสงสัยอยู่พ่อตอบไม่ตรงคำถามด้วย

         “นกพอมันเห็นว่าเป็นทางที่วิ่งหนีลำบาก มันก็วิ่งเลี้ยวซ้ายหรือขวาเพื่อหาทางที่สบายกว่า พอมันเจอที่

ว่างมันก็วิ่งเข้าไปติดกับดัก” พ่อบอกต่อ

         
“บางคนก็เหมือนกับนก ก้าวแรกๆที่เริ่มเดินหรือเริ่มทำธุระกิจ พอเจอกับปัญหานิดหน่อยก็จะรู้สึกท้อบ้าง 

บางคนก็มองหาทางอื่นที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาบ้าง  บางคนก็โทษว่าดวงชะตาไม่ดีบ้าง  พวกนี้ส่วนใหญ่ก็จะวิ่งหนี

ปัญหาแล้วก็ต้องติดกับดักเหมือนกับนกนี่แหละ มีไม่มากที่คิดแก้ปัญหาแล้วเดินข้ามไป”
พ่อบอก

         ตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าพ่อหมายถึงอะไร มีหลายอย่างที่พ่อสอนแล้วเราจำไม่ได้ บางอันไม่สนุกเราก็เลยไม่

รู้จะจำทำไม พอมานึกออกตอนนี้เรานึกเสียดายว่า สิ่งที่พ่อบอกเรื่องราวต่างนั้นหมายถึง พ่อกำลังสอนเราให้เรา

รู้จักใช้ชีวิตในทิศทางที่เหนือกว่าคนอื่น

         “แล้วที่เมื่อวานที่พ่อบอกให้ผมถางหญ้าเพื่อทำแนวกันไฟไว้ก็เพื่อที่เราจะมาดักนกคลุ้มนี่ใช่ไม่ครับ” เรา

ถาม

         “ใช่แล้วลูก ในเมื่อเราต้องเผาหญ้าเพื่อให้เกิดประโยชน์อยู่แล้ว ถ้าเราได้ทำอะไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมา

อีกสักอย่างก็ยิ่งดีใช่ไหมลูก” พ่อถามเรา

         “ครับพ่อ” เราตอบแบบไม่เข้าใจ

 วันนั้นเรากับพ่อก็ได้กิน “แกงป่าสับนก” อากิ๊มเป็นคนทำให้กินอร่อยมาก

         เช้าวันหนึ่ง เราตื่นเช้าเป็นพิเศษเราเดินลงมาดูว่าพ่อและคนอื่นๆเค้าทำอะไรกันบ้าง  เราเห็นพ่อกำลังให้

อาหารไก่อยู่ รอบๆตัวพ่อจะมีทั้งหมา หมู ไก่ เต็มไปหมดมีไก่อยู่ตัวหนึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ พ่อเคยบอกเราว่าเจ้า

ไก่ตัวนี้ ตอนเกิดมาใหม่ๆมันโดนหนูกัดจนขาขาด พ่อสงสารมันเอามันมารักษา
 พยาบาลจนหายดีพ่อเลยตั้งชื่อมันว่า “ไอ้เป้” แล้วก็เลี้ยงมันมาตลอด ถึงแม้จะเป็นไก่พิการแต่มันก็เป็นจ่าฝูง ในฝูง

มันมีทั้งหมดประมาณ10ตัว มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย ที่มันสามารถเป็นจ่าฝูงได้เพราะว่ามันไม่กลัวใคร ดุ และแข็งแรง

แม้กระทั้งหมาบางตัวยังไม่กล้าสู้มัน

         “พ่อทำไมพวกสัตว์พวกนี้มันถึงรักพ่อล่ะ” เราถาม พ่อหันมามองด้วยความแปลกใจที่เราตื่นเช้าก่อนจะตอบ

ว่า

         “อะไรก็ตามไม่ว่าสัตว์หรือคนต้องการความรัก ถ้าเรารักเค้าๆก็จะรักเราตอบ”  พ่อตอบ

         “แล้วทำไมเวลาไก่ตัวอื่นเข้าใกล้พ่อไอ้เป้มันต้องจิกด้วยล่ะ” เราถาม

         “ก็เพราะไอ้เป้มันรักพ่อ มันก็เลยหวงไม่อยากให้ใครเข้าใกล้” พ่อตอบ

         “แล้วพ่อทำยังไงให้มันรักพ่อได้ล่ะครับ” เราถามต่อ

        “จำไว้ว่าถ้าลูกอยากให้ใครรัก ลูกต้องรักและเอาใจใส่เค้าก่อน แล้วเค้าก็จะต้องรักลูกเช่นกัน”

         “ถ้าเป็นคนเราจะทำให้เค้ารักเราได้ไหมพ่อ” เราถามด้วยความสนใจ

         “ง่ายกว่าสัตว์อีกลูกๆจำไว้ ทุกคนต้องการเป็นบุคคลสำคัญ ทุกคนชอบคำชมแต่ไม่ใช่ยอ ถ้าเค้าทำดีแล้ว

เราชมเป็นเรื่องดีใครๆก็ชอบ แต่ถ้าเรายอโดยไม่มีเหตุ อันนี้เป็นอันตรายลูก การยอ เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้กับคนส่วน

ใหญ่ มันเหมือนการพูดแบบไม่จริงใจ เหมือนการโกหกมากกว่า” พ่อบอก

         “คุณ รวยทานข้าว” เสียง อากิ๋ม เรียกทานข้าว

         “ ตุ๋ย ทานข้าวลูก” อากิ๋มเรียก เรากับพ่อเดินขึ้นบ้านเพื่อทานอาหารเช้า

         หลังจากทานอาหารเสร็จพ่อเรียกเราให้เดินตามมาที่ห้องนอน แล้วหยิบหนังสือให้เราเล่มหนึ่งชื่อ
“วิธีชนะ

มิตรและจูงใจคน”
เป็นหนังสือแปลที่หนามากเราอ่านดูที่ปกด้วยความสงสัย เขียนโดย       ”เดล คาร์เนกี” เราไม่

รู้หรอกว่าเค้าคือใคร หนังสือดียังไง เพราะยังไงเราก็ไม่อ่านอยู่แล้ว เราไม่ชอบอ่านหนังสือเอามากๆ เรียกว่าไม่

ชอบไม่ได้ ต้องเรียกว่าเกียจ เมื่อเราเปิดดูก็เห็นที่คั้นหนังสือเสียบอยู่ข้างในมีสีแดงเป็นแบงค์หนึ่งร้อยบาท พ่อ

บอกว่า

         “ พ่ออ่านถึงตรงนั้นแล้ว ถ้าลูกอ่านถึงตรงนั้นก็เอาที่คั้นหนังสือไปเลย” พ่อบอก (สงสัยเราจะเรียนรู้วิธีติด

สินบนจากตรงนี้แหละ)

โอ๊ย!!! เจอแบบนี้คิดอะไรไม่ออกเลยเหมือนกัน รู้อยู่อย่างเดียวคือต้องเอาเงินไว้ก่อน แล้วก็รู้อีกอย่างว่าคนอย่าง

พ่อ ถ้าเราบอกว่าอ่านถึงหน้าที่คั้นแล้วพ่อต้องตั้งคำถามแน่ ฉนั้นเรื่องนี้ไม่หมูสำหรับผมแล้วล่ะ

21

แต่ไม่เป็นไรจะสักเท่าไหร่กัน ก็เลยรับปากพ่อพร้อมกับรับหนังสือนั้นมาด้วย  ฟิตมากพอรับหนังสือได้ก็หาที่อ่าน

เลย


บทที่1 จะเอาน้ำผึ้งอย่าเตะรังผึ้ง


เราใช้เวลาอ่านอยู่ประมาณ 20 นาที        หลับครับ แหม ไม่น่าเชื่อเลยว่าหนังสือเนี้ยจะเป็นยานอนหลับที่ดีได้

ขนาดนี้ แถมอ่านไม่รู้เรื่องด้วย ช่างดีจริงๆเลย เราไม่รู้ว่าหลับไปนานขนาดไหนพอได้ยินเสียงพ่อเรียก “หมี ไอ้

หมี “ เรารีบลุกขึ้นทันทีเดินไปหาที่ต้นเสียง แล้วเราถามพ่อทันทีที่พบท่าน “พ่อจะไปไหนหรือครับ เห็นถือจอบ

ไปด้วย” เราถาม

“จะไปหางูสิงห์ลูก ลุงพลูเค้ามาชวนไป”พ่อตอบ

“แล้วพ่อเรียกไอ้หมีทำไมครับ” เราถาม

“อ้อ เอาไอ้หมีไปช่วยหางูลูก” พ่อตอบ อ้อ เราลืมบอกไปว่าไอ้หมีคือหมาพันธ์อะไรก็ไม่รู้หน้ามันแปลกๆครับ

“มันจะช่วยพ่อได้ไงล่ะครับ” เราถามต่อ

“ไปซิลูกเดียวก็จะได้เห็น” พ่อบอก พ่อคงขี้เกียจอธิบายเพราะเราป้อนคำถามตลอด

         จากนั้นเราก็เดินตามพ่อและลุงพลู(เป็นเพื่อนพ่อที่รู้จักกันที่นี่) เข้าไปในไร่ เดินนานมากครับรู้สึกว่าจะเกือบ

สุดไร่ ในไร่ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่เห็นต้นไม้ใหญ่สักต้นไม่รู้พ่อจะไปเอางูจากไหน เราได้ยินพ่อกับลุงพลูคุยกัน

ว่า” น่าจะจับหนูนาไปแกงด้วยก็ดีไหนๆก็เอาไอ้หมีมาด้วยแล้ว” เรายิ่งเกิดความสงสัยใหญ่เลยว่า ไอ้หมีมันเป็น

หมาน่ะ มันจะช่วยอะไรได้ ทำไมพ่อไม่บอกว่า เราก็มาด้วยเราจะได้ช่วยท่านจับ ระหว่างเดินเราก็คิดโน่นคิดนี่ไป

เรื่อยสักพักพ่อกับลุงพลูก็หยุดเดิน เราก็เริ่มป้อนคำถามทันที่

“พ่อครับ ไหนงูล่ะ ไม่เห็นมีเลย ไม่มีต้นไม้สักต้นจะมีงูได้ไง”

“ รอดูก่อนครับ สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งเป็นก็ได้” พ่อตอบแบบเคืองๆ

“พี่พลู ตรงนี้เหรอ” พ่อเราถามลุงพลู

“ลองดูแถวๆนี้ก่อน น่าจะมีอยู่บ้าง” ลุงพลูตอบ ยิ่งทำให้เรางงใหญ่ แถวนี้มีแต่ก่อหญ้าคอมมินิสน์

“เดี่ยวต้องให้เจ้า” ลุงพลูพูดยังไม่ทันจบประโยค เราก็แซงถามด้วยความสงสัยอย่างมากจริงๆ อดไม่อยู่แล้ว

“มันอยู่ตรงไหนครับ” เราถามตามแบบฉบับเราทันที เสียงพ่อเราดังขึ้นทันที

“ถ้าลูกไม่ฟังผู้อื่นคุยกันให้จบเสียก่อน แล้วลูกแซงถามอย่างนี้ ลูกจะไม่ได้อะไรดีๆจากผู้อื่นน่ะครับ”

22

พ่อดุเราทันที

“ก็ผมสงสัยครับ ว่าผมไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเลย”เรารีบบอกแบบแก้ตัวก่อนที่จะโดนมากกว่านี้ แต่คิดผิดโดนเพิ่ม

อีกจนได้

“ที่พ่อบอกอย่างนี้ลูกจะได้รู้ว่า เราต้องเป็นผู้ฟังก่อนถึงจะได้แต่ของดี เมื่อเราได้ความทั้งหมดแล้วค่อยพิจารณา

แล้วลูกค่อยยิงคำถาม ลูกจะได้คำถามที่ฉลาดๆ และคำตอบที่ลูกต้องการจริงๆ” พ่อดุเรา

         จากนั้นลุงพลูก็หยิบจอบแล้วขุดไปที่โคนกอหญ้าคอมมิวนิส ทันที แก่ฟันลงไปสักสองทีเห็นจะได้ แล้วแก้

ก็หยุดแล้วก็เรียกไอ้หมีทันที

“หมี หมี มานี่มา”ลุงพลูก้มลงไปหยิบก่อนดินตรงที่แก้ขุดขึ้นมา ทันทีที่แกวางก้อนดินลงเจ้าหมีก็รีบเดินเข้าไปดม

แล้วมันก็เดินไปเดินมาบริเวณนั้นสักพัก ก็ไม่เห็นว่ามันจะทำอะไรเลย แล้วมันก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อ มันก้มหน้าก้ม

ตาเดินจริงๆครับ คือมันเดินไปด้วยดมกลิ่นไปด้วย เจ้าหมีเดินไปได้สักเดี่ยวมันก็เริ่มหยุดแล้วดมไปที่ปากรูๆหนึ่ง

กว้างสักประมาณ3นิ้วเห็นจะได้ จากนั้นมันก็เริ่มขุดทันที ลุงพลูรีบเดินมาที่หลุมแกหยิบจอบมาขุดลงไปทันที สัก

พักแกก็หันมาบอกผมว่า

         “ถอยมาลูกเดี่ยวงูมันจะไปโผล่ตรงนั้นแหละ” ลุงพลูบอกผม แล้วแกก็มองไปที่เจ้าหมีที่กำลังเริ่มขุดอีก

ด้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เท้าผม ผมเดินออกห่างทันที ทั้งที่ยังงงอยู่ว่าลุงพลูขุดอยู่ทางหนึ่ง ทำไมให้ผมหนี้จากอีกทาง

หนึ่ง สักพักลุงพลูก็เอากิ่งไม้แหย่เจ้าไปรูนั้น

         “ออกมาแล้วระวังน่ะ” เสียงลงพลูตะโกนดังพอได้ ผมรีบจองมาไปที่หลุมที่ลุงพลูขุดทันที ไม่เห็นมีอะไร

เลยลุงพลูโวยวายทำไม ผมคิดในใจ

         “ถอยมาเร็ว” สิ่งลุงพลูร้องดังขั้นอีก พร้อมกับเสียงเจ้าหมี เห่า “โฮ่งๆ”

เรารีบหันไปดูที่เสียงเจ้าหมีทันที ภาพที่เห็นทำให้เราแทบช็อค งูอะไรสักอย่างตัวใหญ่และยาวมาก สีดำออก

น้ำตาลหน่อยๆ มันอยู่ห่างจากเราไม่ถึง 1 เมตร เรารีบถอยหลังอย่างไม่เป็นขบวนทีเดียว เราจำได้ตอนนั้นเรากลัว

มากๆจนไม่รู้ว่า เราจะวิ่งไปทางไหน เราแทบไม่เหลือสติที่จะคิดอะไรเลย

         “ไม่เป็นไรใจเย็นๆ” เสียงพ่อเราดังขึ้นทันที เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อได้ยินเสียงพ่อพูดอย่างใจเย็น

อย่างนั้น ขณะนั้นเราก็หันไปดูเราเห็นเจ้าหมีใช้ปากของมันงับที่หัวของเจ้างูตัวนั้น แล้วมันก็จับสะบัดมาสองสามค

รั้ง จากนั้นมันก็ปล่อยงูกระเด็นไปไกลสัก 2 เมตรเห็นจะได้  เรามองด้วยความด้วยความกลัวแล้วเราก็ค่อยๆถอย

ห่างออกมาอีก เรากลัวว่าเจ้าหมีจะเหวี่ยงงูมาทางเราอีก นึกยังไม่ทันเสร็จเจ้าหมีก็งับงูที่ต้นคออีกครั้งแล้วมันก็

สะบัดเหมือนเดิมอีก อย่างที่คิดไม่มีผิดเลยเจ้าหมีสะบัดงูมาตกที่เท้าเราพอดี โอ๊ยไม่รู้จะพูดยังไงเลยต้องบอกว่าฉี่

แทบราด เสียงลุงพลูดังขึ้นพอดี

23

“พอแล้วหมี พอแล้ว” ลุงพลูสั่งเจ้าหมี

จากนั้นลุงพลูก็เดินมาที่งูตรงหน้าเรา แล้วเค้าก็เงื้อจอบตีที่หัวงูเบาๆ ผมว่ามันคงตายตั้งแต่ที่เจ้าหมีมันสะบัดแล้ว

หล่ะ ไม่ต้องรอลุงพลูมาตีหรอก จากนั้นลุงพลูก็หยิบงูใส่ลงไปในยามที่แก้สะพายมาด้วย ยามของแกมีซิบสำหรับ

รูดปิดเรียบร้อย

         “ไปหมี ไปหาอีกตัวดีกว่า” เสียงลุงพลูดังขึ้น พร้อมๆกับที่พ่อออกเดินไปพร้อมลุงพลูดดยมีเจ้าหมีนำหน้า

ตลอด ส่วนผมกว่าจะก้าวขาออกเดินได้ พ่อกับลุงพลูก็เดินกันไปไกลแล้ว เราเร่งเดินตามไปสักพักก็ทันพ่อกับลุง

พลู
         “โฮ่งๆ” เสียงเจ้าหมีเห่า แล้วมันก็เริ่มขุดอีกเหมือนเดิม ลุงพลูก็ขุดตามเหมือนเดิม สักเดียวงูก็โผล่ออกมา

จากอีกหลุมเหมือนเดิม คราวนี้สบายมากผมอยู่ห่างๆยังไงก็ปลอดภัย เจ้าหมีจับงูเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาอยู่สักเดียว

ลุงพลูก็เอาด้ามจอบเคาะหัวมันแล้วก็จับใส่ย่าม

         “อยากกลับรึยังลูก” เสียงพ่อถามเรา เหมือนรู้ว่าเราอยากกลับบ้านใจจะขาด

         “ครับพ่อ ตามใจนะพ่อ ไม่ต้องห่วง” เราแกล้งตอบไป เรารู้ว่าถึงเราอยากอยู่พ่อก็กลับอยู่ดี

ระหว่างเดินกลับบ้านพ่อกับลุงพลูก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระ ส่วนมากก็เป็นเรื่องที่เราไม่อยากฟังพวกต้นไม้ต่างๆ ครั้ง

หนึ่งเราได้ยินพ่อพูดว่า “ถ้ามะม่วงน้ำดอกไม้มันออกลูกนอกฤดูได้ก็ดีสินะพี่พลู มะม่วงจะขายได้ราคากว่านี้มาก”

เสียงลุงพลูตอบทันทีเหมือนกัน

         “ถ้าทำได้ก็รวยซิ” ลุงกะเซ้า

         “มันต้องทำได้สิพี่พลู มะม่วงสามฤดูมันยังมีเลย ผมว่าเราคงต้องลองกันหน่อย”

(จากนั้นหลายวันพ่อกับลุงพลูก็ทดลองเอา กิ่งของมะม่วงน้ำดอกไม้มาเสียบกับต้นตอของมะม่วงสามฤดู เราเป็น

คนพันมันด้วยพาสติกใส่ ทดลองทำอยู่หลายกิ่งและก็หลายพันธ์ทีเดียว แต่เจ้าต้นต่อต้นเดียว)

         สักพักพ่อหันมาถามเราว่า “สนุกไหมลูก” พ่อถาม

         “สนุกครับพ่อ” เราตอบ

         “ลูกได้อะไรบ้างไหม” พ่อถาม เราไม่รู้จะตอบยังไง ก็เห็นได้งูมา นอกนั้นก็ไม่ได้อะไรสักหน่อย เราได้แต่

ยิ้มแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร

         “ตอนก่อนมาที่ลูกถามว่าไอ้หมีจะช่วยอะไรพ่อได้ใช่ไหม” พ่อถาม

         “เห็นรึยังว่ามันช่วยอะไรเราได้ เราแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกนั้นเจ้าหมีทำหมด” พ่อบอก

        “ถ้าลูกรู้จักใช้คนหรือสัตว์ทำในสิ่งที่เค้าชอบและถนัดเค้าทำได้ดีกว่าเราอีก” พ่อบอก


24

        “แล้วลูกจำไว้อีกอย่างว่า ถ้าคิดจะใช้เค้าแล้วเราต้องไว้ใจเค้าด้วย”

วันนั้นเราเห็นพ่อกับลุงพลุช่วยกันลอกหนังงูแล้วก็เอาเข้าครัวไปทำผัดเผ็ดกัน ตอนเค้ากินกันเห็นบอกว่าอร่อย เรา

ไม่รู้หรอกเราไม่กล้ากินกับเค้าด้วย เรากินแต่ไข่ต้มยางมะตูม ของอากิ๊ม อย่างเดียว อร่อยที่สุดในโลกแล้ว


         จากนั้นชีวิตที่ไร่ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก เราเรียนขับรถที่นั้นต้องบอกว่าที่ไร่เป็นที่ผลิตนักแข่งระดับแชมป์

ประเทศไทยก็เห็นจะได้ แล้วเราก็ได้อ่านหนังสือที่พ่อให้อ่านได้จนจบแต่ต้องบอกว่าไม่รู้เรื่องเลยแต่เวลาพ่อถาม

ทุกครั้งเราจะตอบได้หมด ต้องบอกคุณผู้อ่านจริงๆว่า การอ่านบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราได้เรียนรู้จากหนังสือโดย

ที่เราไม่รู้สึกตัวเลย ตัวเราเองมาได้ใช้จากหนังสือหลังจากอ่านผ่านมาเกือบ20ปี แล้วการใช้ก็ใช้แบบไม่รู้ตัวเสีย

ด้วย เรามาประเมินทีหลังว่าน่าจะมาจากหนังสือ “วิธีชนะมิตรและจูงใจคน” ซื้อมาอ่านครับ

25

ตอนที่สาม

อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน จงเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง


ตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านริมน้ำเราอาศัยอยู่กับปู่และย่าเนื่องจากบ้านที่เคยอยู่ก็ขายให้คนอื่นไปเพื่อเอาเงินไปวิ่งเต้น

เพื่อให้พ่อได้กลับมา แม่ปลูกบ้านกระต๊อปไว้หลังหนึ่งยังสร้างไม่เสร็จอยู่แถวๆ บางมดเมื่อก่อนไกลมาก เราจำได้

จะไปทีต้องลงรถเมล์ที่หน้าสถาบันเทคโนพระจอมเกล้า แล้วต้องเดินต่ออีกนานทีเดียว ทีแรกแม่คิดว่าจะเอาไว้

เฝ้าสวน  เราไม่รู้ว่าชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก ป้าเราคนหนึ่งไม่ค่อยชอบครอบครัวเราสักเท่าไหร่ เนื่อง

จากว่าพวกเราพี่น้องไม่ค่อยเคารพป้าแกสักเท่าไหร่พวกเราไม่เชื่อเรื่อง อวุโสนิยม พ่อเคยสอนเราว่า “จงรักและ

เคารพในความดี” พ่อเคยสอนเราอีกว่า
“พวกแกต้องเป็นคนมีเหตุผล ใช้เหตุและผลเข้าหากัน ถ้าผิดก็จงยอมรับ

ผิด หากไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัวใคร ถ้าพ่อผิดแกก็สามารถบอกกล่าวได้
” 

         แน่นอนในเมื่อเราไม่รักเค้าๆก็คงต้องหาทุกวิถีทางที่จะทำให้เราไม่มีความสุขและสงบได้ หลังจากพ่อไม่

อยู่นานๆ ป้าก็มักจะมาที่บ้านปู่บ่อยๆ มาบอกปู่ว่า”ระวังเด็กพวกนี้จะมาหลอกเอาสมบัติปู่”บ้างล่ะ “พวกนี้มาอยู่ค่า

น้ำค่าไฟก็ไม่ช่วยออก” บางล่ะ “จะมาเกาะปู่กินทั้งชาติเลยรึเปล่าก็ไม่รู้”บ้าง หลายๆอย่างที่เราไม่รู้เรื่องในตอน

นั้นเรายังเด็กเกินไปกว่าจะรับรู้เรื่องราวของผู้ใหญ่ เรารู้แต่ว่าแม่นอนร้องไห้ทุกคืน แม่ไม่รู้จะทำยังไง บ้านก็ไม่มี

จะอยู่ เงินที่จะเอาไปทำฝาบ้าน ห้องน้ำให้เสร็จก็ไม่มี ลูกๆก็ต้องเรียนหนังสือตั้งสี่คน พ่อก็ไม่มีเงินเลยจะขอหยิบ

ขอยืมจากปู่ก็คงไม่ได้ ป้าเราต้องไม่ให้แน่นอน เรารู้ว่าปู่รักพวกเราก็จริง  ปู่อยากจะช่วยเหลือพวกเราแน่นอน แต่

ปู่ก็เกรงทางป้าเราเช่นกันตอนนั้นปู่แกมากแล้วย่าก็เหมือนกัน ป้าเราคงกลัวว่าพวกเราจะมาแย่งสมบัติไปจากเค้า

เป็นแน่ ตลอดมาแม่เราอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีมาตลอด เราอยู่ได้ด้วยเงินที่แม่เก็บหอมรอมริบมาตลอด


26   

     มีอยู่วันหนึ่ง ป้าเรามาไล่ให้พวกเราออกจากบ้านปู่โดยไม่ได้ให้เหตุผลใดๆเลยบอกแต่ว่าเราอยู่ไม่ได้ พวกเรา

ต้องย้ายออกไปภายในสัปดาห์นี้ แม่เราคงเหลืออดจริงๆท่านให้พวกเราเตรียมย้ายออกทันที ทั้งๆที่เรายังไม่มีที่

จะอยู่เลย แม่บอกว่าไปอยู่ที่บ้านสวนก่อน อย่างน้อยตอนนี้ก็มีหลังคาแล้ว ห้องน้ำก็พอใช้ได้เอาสังกะสีมาปะๆก็น่า

จะพอใช้ได้ไปก่อน หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็ต้องย้ายบ้านกันจริง เรานั่งมากับรถที่ใช้ขนของเที่ยวแรกตอนที่เรา

เห็นบ้านเราแทบไม่เชื่อสายตาเลยว่านี่คือที่ๆเราจะอยู่กันคืนนี้  มันแย่กว่าที่แม่บอกเราไว้เยอะมาก เรามองเข้าไป

เราเห็นแต่โครงมากกว่า ลักษณะบ้านเป็นบ้านใต้ถุนสูงพื้นเป็นไม้ ไม้ที่เค้าเรียกกันว่าไม้แบบสำหรับไว้เทปูนยังมีขี้

ปูนติดอยู่เลย หลังคาเป็นหลังคาจาก มีฝาอยู่ด้านหลังด้านเดียว ข้างฝาทำด้วยไม้ไผ่เอามาทุบให้แบน เรามองมา

ที่หน้าบ้านเห็นห้องน้ำๆเป็นอย่างที่แม่บอกจริงๆ คือเอาสังกะสีมาปะๆเอาไว้  เท่าที่จำได้คือเราไม่อยากอยู่เลย

มันไม่น่าอยู่เอามากๆ แต่ทำยังไงได้แม่ที่น่าสงสารของเราก็ไม่เคยสู้รบตบมือกับใครเลย ขยายความก็คือแม่

ลำบากมาตลอดชีวิตก็จริง แต่แม่ไม่ใช่ผู้หญิงแกร่ง แม่แทบไม่เคยมีปากเสียงกับใครถึงจะมีก็ไม่เคยเห็นแม่ชนะ

เลย

         เราอยู่ที่นี้พร้อมๆกับความคับแค้นใจ เรานึกในใจว่าต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเราจะต้องมีฐานะที่ดี เราต้องมี

เงินมากๆให้ได้ เพื่อที่จะได้มีอำนาจการเจรจาหรืออำนาจการต่อรองสูงๆ เหมือนที่ป้าเรามี เค้าคิดจะทำอะไรมันก็

ง่ายเหลือเกิน เค้าจะขับไล่ครอบครัวจนๆที่กำลังตกอยู่ในสภาวะลำบากเค้าก็ทำได้อย่างง่ายดาย อันนี้เป็นบท

เรียนหนึ่งที่เราก็ไม่รู้ว่ามันผิดหรือถูกอย่างไร แต่เรารู้ในตอนนี้ว่าในโลกหรือในสังคมเรานี้มันเป็นอย่างนี้จริงๆ คนมี

อำนาจมีบารมีย่อมมีอำนาจอยู่เหนือคนที่ด้อยกว่า อันนี้เป็นสัจจะธรรม มันขัดกับตอนที่เราอยู่กับพ่อๆสอนเราให้

เคารพในความดี เคารพคนดีๆคือผู้ที่มีอำนาจมีบารมี


         มีหลายอย่างที่ผู้ใหญ่สอนเราแล้วเราเอามาใช้ มันใช้ไม่ได้กับสังคมปัจจุบัน สังคมที่มีแต่คนที่ หน้าไหว้

หลังหลอก สังคมที่มีแต่คนคอยเอารัดเอาเปรียบกัน หลายคนคงได้อ่านพาดหัวหนังสือพิมพ์ต่างๆมากมายว่า ลูก

นักการเมืองคนโน่น ไปยิงคนนี้ตาย สุดท้ายศาลพิพากษา ว่า ยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ยังมีลูกนักการ

เมืองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วสุดท้ายพอคดีถึงที่สุดก็ต้องยกฟ้องทุกราย



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 04 March 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Who's Online

ขณะนี้มี 25 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Statistics

จำนวนสมาชิก : 19
จำนวนข่าว: 52
เว็บลิงค์: 5
_VISITORS: 1482217

Product Scroller

HKS CLUTCH 2แผ่น EVO4-9 [Used]
HKS CLUTCH  2แผ่น EVO4-9 [Used]
฿24 000.00

NGK BPR9EIX เบอร์ 7-8-9
NGK BPR9EIX เบอร์ 7-8-9
฿1 800.00

EVO1-3 INTERCOOLER [used]
EVO1-3 INTERCOOLER [used]
฿6 000.00

สปอร์ยเลอร์หลัง EVO8
สปอร์ยเลอร์หลัง EVO8
฿7 500.00
฿7 125.00
ท่านประหยัดได้: 5.00%

ปีกนกหลัง บน บูชหน้า
ปีกนกหลัง บน บูชหน้า
฿6 100.00
฿5 490.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

EXEDY Overhaul Clutch Disc Only [used]
EXEDY Overhaul Clutch Disc Only [used]
฿8 000.00

บูชหิ้วเฟื่องท้ายตัวโค้ง
บูชหิ้วเฟื่องท้ายตัวโค้ง
฿4 800.00
฿4 320.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรงหน้า EVO8-9 [NEW]
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรงหน้า EVO8-9 [NEW]
฿6 000.00

บูชเทอร์ริ่งอาร์ม
บูชเทอร์ริ่งอาร์ม
฿4 150.00
฿3 735.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

brian crower Valve
brian crower Valve
฿15 000.00
฿13 500.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

Latest products

กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
฿10 000.00
หยิบใส่รถเข็น

OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
฿22 000.00
หยิบใส่รถเข็น

Random Products

T04S TURBO [used]
T04S TURBO  [used]
฿16 000.00
EVO7 GTA TURBO [used]
EVO7 GTA TURBO [used]
฿9 500.00
Carbon Fiber Pillar Trim-Evo 7-9
Carbon Fiber Pillar Trim-Evo 7-9
฿6 900.00
฿6 555.00
ท่านประหยัดได้: 5.00%

 evo1.jpg