MitsuSport & Services

You are here:THE PIER arrow นานาสาระ - บทความ arrow "โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 3 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง
  • Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • green color
  • blue color
"โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 3 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง PDF พิมพ์ อีเมล์
Tuesday, 04 March 2008

ตอนที่ 3

เราเฝ้าถามตัวเองมาตลอดว่าเราจะเชื่อที่พ่อสอนเราดีไหม หรือเราจะเชื่อโรงเรียนชีวิตที่เราเรียน บางครั้ง

โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่ผู้ใหญ่สอนเราเลย มันใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเราจับมันมาผสมผสานกัน

ล่ะ เราจะได้อะไร

         ตอนที่เราย้ายบ้านนั้นเราอายุเท่าไหร่จำไม่ได้ จำได้แต่ว่าเรากำลังจะเรียนจบชั้น ม.3 ของโรงเรียน

เอกชนแห่งหนึ่ง ที่บ้านเราในตอนนั้นฐานะยากจนมากๆ พี่สาวเราจะต้องเรียนอย่างหนักเพื่อที่จะสอบเข้า

มหาวิทยาลัยของรัฐให้ได้ ถ้าไม่ได้เราเชื่อว่าแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อแน่เลย แต่สำหรับเราน่าจะมีสิทธิพิเศษ

สำหรับลูกชาย คงไม่น่ามีปัญหาเราได้เรียนโรงเรียนเอกชนแน่นอนถึงแม้จะสอบโรงเรียนของรัฐไม่ได้ เป็นไป

อย่างที่คาดเราไม่สนใจที่จะตั้งใจเรียนเลย ยิ่งสอบไม่ได้ แล้วไม่ได้เรียนยิ่งดี แต่แม่เราก็อุตสาห์หาที่ให้เราเรียน

จนได้ เป็นโรงเรียนเทคโนโลยีแห่งหนึ่งซึ่งเปิดสอนสายอาชีพอยู่หลายอย่าง เราเลือกที่จะเรียนสาขาวิชา ช่าง

ยนต์ ก็ต้องสอบเป็นพิธีกันหน่อย ที่บอกอย่างนี้เพราะเราทำข้อสอบแทบไม่ได้เลยแต่เราก็ยังได้เรียน


         เราเรียนปีหนึ่งตอนนั้นเราเรียนรอบบ่าย ตอนเช้าก็มีเวลาช่วยแม่รดน้ำกล้วยไม้(โดนบังคับ) เราต้องตื่น

ตั้งแต่ตีห้าเพื่อจะให้ทำงานเสร็จทันตอนเก้าโมง ถ้าต้องฉีดปุ๋ยด้วยก็คงเสร็จเอาตอนเที่ยงเลยทีเดียว ตอนนั้นเรา

เป็นเด็กที่ต้องทำงานมากทีเดียวเพื่อช่วยครอบครัวให้อยู่ต่อไปได้ แต่พี่เราต้องทำงานหนักกว่าเราเยอะมากที

เดียว บางคนเรียนตอนเช้ากลับมาถึงบ้านก็ต้องรีบไปช่วยแม่ตัดกล้วยได้เพื่อเอาไปขาย ถ้าดอกกล้วยไม้ออก

น้อยๆก็ดีเราจะขายได้ราคาคือขายเป็น”ไม้นอก”แต่ถ้ากล้วยไม้ให้ผลผลิตมากๆ พร้อมๆกัน ทางบริษัทที่มารับซื้อ

เพื่อนำไปส่งนอกก็จะไม่มารับของเรา เค้าก็จะรับซื้อจากเพื่อนๆของเค้า ส่วนเราก็ต้องจำใจเอากล้วยไม้มาขาย

เป็น”ไม้ตลาด” ซึ่งมีราคาที่แตกต่างกันมากเช่น ถ้าเป็นไม้นอก”บาน8ตูม4” ราคาอาจจะอยู่ที่ช่อล่ะ 4 บาท ส่วน

ราคาไม้ตลาดจะอยู่ที่ “ร้อยละ2-3บาท” หมายถึง100ดอกบานจะได้ราคาแค่ 2-3 บาทเท่านั้น เราเรียนอยู่ ป.

ว.ช.1 ไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน เรารู้อยู่ว่ามันไม่ยุติธรรม แต่ทำไงได้กลไกลการค้าบ้านเรามันเป็นแบบนั้น มัน

ไม่มีการทำสัญญาอะไร เจ้าใหญ่ย่อมได้เปรียบเจ้าเล็ก รู้จักผู้คนมากๆก็จะขายของได้ราคา ยิ่งถ้าเป็นคน


28

มีหน้ามีตายิ่งดี ตาสียายสา อย่างแม่เราอย่าหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมเลย มันเป็นสัจจะธรรมที่เราเรียนรู้

         วันหนึ่งเรามานอนถึงตอนที่อยู่ที่ลพบุรีกับพ่อ เราเรียบเรียงเอาเรื่องราวที่พ่อสอนเรามาปะติดปะต่อใหม่ 

เช่น ที่พ่อสอนว่า  “ถ้าลูกมั่วแต่ตั้งมั่นที่จะมองหากบ ลูกไม่ได้เผื่อไว้มองอย่างอื่นรอบตัวเลย อย่างนี้ไม่ปลอดภัย

การตั้งมั่นทำสิ่งใดๆก็ดีอยู่หรอก แต่ลูกต้องมองอันตรายจากรอบกายเราด้วย ไม่รู้ว่าจะมีอะไรบ้างที่สามารถทำร้าย

เรา” ใช่เรามีคำตอบในใจแล้วว่าเราจะทำยังไงกับราคาของกล้วยไม้เราซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย เรารู้ว่าถ้าเราตั้ง

ความหวังรอให้บริษัทที่รับซื้อกล้วยไม้หันมาสงสารครอบครัว ช่วยเหลืออุดหนุนครอบครัวเรามันเป็นไปไม่ได้แน่

เลย เราต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้ได้พ่อเคยสอนเราอีกว่า  “ในเมื่อเราหากบสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ เราก็ต้องหาโอกาสซิ

ลูก กบมันได้ยินเสียงแซ็กๆๆๆๆๆๆ มันก็นึกว่าฝนตกมันก็ออกมา เห็นไหมเราได้อยู่คนเดียวแล้วกบก็เลยไม่หนีเรา

ด้วย” จากตรงนั้นเราก็สอบถามจากแม่ว่าญาติแม่ที่อยู่ที่จังหวัดตรัง เวลาเค้าจะเอากล้วยไม้ไปไหว้พระเค้าไปซื้อ

จากที่ไหน

         “มีพ่อค้าคนกลางเค้าไปซื้อที่ปากคลองตลาด แล้วส่งทางรถไฟไปลูก ทางใต้ปลูกกล้วยไม้แล้วมันไม่ออก

ดอก” แม่บอก

         “แล้วเค้าเอาไปขายได้เท่าไหร่ครับแม่” เราถาม

         “ไม่แน่บางทีเค้าซื้อไปร้อยละ4หรือ5บาท ก็อาจจะขายได้ถึง10บาทเลยทีเดียว” แม่บอก

เรารู้สึกลิงโลดเลยทีเดียวตอนนั้น เราหาทางออกเจอแล้ว วันรุ่งขึ้นก่อนไปโรงเรียนเราแวะไปวัดใกล้ๆบ้าน เราเห็น

คนแก่คนเฒ่าเอาดอกไม้ธูปเทียนต่างๆมาถวายพระมากมายทีเดียว บ้างใส่พานกันมาซ่ะใหญ่โตทีเดียว เรานึกออก

ในทันทีเลย “คราวนี้เลยรวยแล้ว” เรารีบไปโรงเรียนแล้วเก็บความคิดฝันนี้ไว้คนเดียว เช้าวันรุ่งขึ้นเราจำใจต้อง

โกหกแม่ ที่จริงเราก็ไม่ค่อยบอกความจริงอยู่แล้ว ตามภาษาเด็ก

         “แม่ที่โรงเรียนเค้าจัดเข้าค่ายพักแรมที่ประจวบฯ 4วัน3คืน ผมขอเบิกตั้งสัก800บาทครับ” เราบอก

         “ไม่ต้องไปหลอกแม่ไม่มีตังค์เลย” แม่บอก เรานึกในใจแต่แรกแล้วว่าคำตอบต้องเป็นอย่างนี้

         “ที่จริงไม่ไปก็ดีเหมือนกันแม่ เปลืองเงินด้วย”เราตอบ แม่เราหันกลับมามองเราด้วยความแปลกใจ

         “แล้วถ้าแก้ไม่ไปจะมีผลอะไรไหม ครูเค้าจะว่าอะไรรึเปล่า” แม่ถาม เรานึกในใจ”เข้าแผน”

         “ไม่เป็นไรหรอกแม่ ครูเค้าไม่กล้าไล่ออกหรอก” เราตอบพร้อมกับที่เรารู้แล้วว่าแม่จะตอบเราอย่างอย่างไร
       
29

 “แกไปกับโรงเรียนเถอะเดียวแม่หาเงินให้”แม่ตอบ เราก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเรารีบไปดูปฎิทินเลยว่าจะถึงวันพระเมื่อ

ไหร่ พอเราได้วันเวลาที่แน่นอน เราจัดแจงตารางการทำงานทันที

         ก่อนวันเดินทางเรารีบไปหาแม่เพื่อขอเงิน800บาทเป็นค่าเดินทาง พร้อมตัดกล้วยไม้ซึ่งตอนนั้นราคาถูก

มากร้อยละ 2 บาทเท่านั้น เราบอกแม่ว่าเราขอซื้อในราคา ร้อยละ2 นั้นแหละเราตัดมา8000ดอกก็ประมาณ

800 ช่อเห็นจะได้ แต่ขอติดไว้ก่อน จะจ่ายให้เมื่อเรากลับมา แม่ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมด้วย

แล้วเราก็ตัดเอาเจ้าใบเตยที่มีอยู่ตามท้องร่องสวนเรา จากนั้นเราไปที่ปากคลองตลาดเพื่อหาซื้อใบเฟริน ธูป

เทียน และทองเปลว ตอนนี้แหละปัญหาใหญ่เมื่อเรากลับถึงบ้านมาสำรวจข้าวของตัวเองทั้งกล้วยไม้และอะไร

ต่างๆ ทำไมมันเยอะแยะอย่างนี้ แล้วจะเอาไปยังไงได้ล่ะ เราจัดแจงไปหากล่องผงซักฟอกบรีสที่มีขนาดใหญ่ที่

สุด มาจัดเรียงเอากล้วยไม้และอื่นใส่เข้าไปจนหมด รวมทั้งหมดได้3กล่องทีเดียว

         เราเดินทางด้วยรถเมล์สาย 21 พร้อมกับหอบของผลุงผลัง หนักก็หนัก อายก็อาย แต่เงินก็อยากได้เรา

อยากพิสูจน์ด้วยว่าที่พ่อสอนเรามาจะใช้ได้ผลไหม พอถึงหัวลำโพงก็สบายหน่อยมีรถเข็นมาช่วยเข็นของ เราไม่รู้

ว่าเค้าเรียกเก็บเงินเราไปเท่าไหร่เราจำไม่ได้แล้ว แต่รู้สึกว่ายุติธรรมดี แทนที่เราจะซื้อตั๋วรถไฟไปจังหวัด

ประจวบฯ เรากับตีตั๋วรถไฟไปจังหวัดตรัง เราซื้อตั๋วชั้นสามรถไฟออกตอน 16.15น.


ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าชั้น3คืออะไรรู้แต่ว่าถูกที่สุด เราให้รถเข็นๆของเราไปส่งที่ตู้รถไฟ พอเราขึ้นรถไฟเพื่อหาที่นั่ง เรา

อยากร้องออกมาดังๆเลยว่า “ซวยแล้วกู” สัมภาระเรามีขนาดใหญ่มาก บนรถไฟไม่มีที่จะไว้ของ เราพอดีเหลือบไป

เห็นตรงหน้าห้องน้ำพอจะมีที่ว่างอยู่บ้างก็เลยเอาไปไว้ตรงนั้น แต่แทบจะไม่มีทางเดินสำหรับคนอื่นเลย เอาล่ะ

ด้านได้ อายอด หลังจากรถไฟออกจากชานชลาแรกๆก็สนุกดีหรอกครับ หลังจากเดินไปนั่งทานอาหารที่ตู้เสบียง

พอเดินกลับมาที่ๆนั้งเรา คนที่นั่งข้างๆนอนเหยียดยาวเต็มพื้นที่เลย เราก็เลยเดินเล่นมันไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายทน

ไม่ไหวก็เลยหาหนังสือพิมพ์มาปูพื้นใต้เก้าอี้ที่เค้านั่งกัน สบายเลยครับดีกว่านั่งรถตู้นอนชั้น1 อีก ตื้นอีกทีก็ตอน

เช้าแล้วเรารีบตารีตาเหลือก ถามคนที่นั่งข้างๆ “ถึงไหนแล้วครับ” เราถาม

         “อีกเดี่ยวก็ถึงตรังแล้ว” เค้าตอบ โอ้โหเป็นโชคดีของเราจริงๆเลยถ้าตื้นสายกว่านี้อีกหน่อยคงแย่แน่ๆ

         พอลงรถไฟที่สถานี ตรัง เรารีบนั่งรถสามล้อต่อไปที่บ้านญาติเราทันที ไม่รู้ว่าป่านนี้กล้วยไม้เราเป็นไง

บ้าง ถึงที่บ้านก็อย่างที่คาดทุกคนตกใจกันยกใหญ่ว่าเรามาได้อย่างไร เราบอกทุกคนอย่าบอกแม่เราน่ะ เดี่ยวแม่

จะเป็นห่วง เพราะแม่คิดว่าตลอดชีวิตเราไม่เคยไปไหนเองเลย แม่ต้องพาไปตลอด


30
         จากนั้นเราก็เอาของที่แพ็คมาออกจากกล่องเพื่อให้มันระบายได้บ้าง คนที่บ้านตกใจกันยกใหญ่

         “จะเอามาทำอะไรนี่ลูก” อาม่าเราถาม

         “ขายครับอาม่า” เราตอบพร้อมกับก้มหน้าก้มตาแกะห่อกล้วยไม้ออกมาเรียงให้เป็นระเบียบ

         “เยอะขนาดนี้จะไปขายใคร แล้วจะได้สักกี่ตังค์” ป้าเราถามด้วยความสงสัย

         “วันนี้วันโกนไม่ใช่หรือครับ” เราถามก็ไปขายที่ตลาดนั้นแหละครับ แต่จะกำไรรึเปล่ายังไม่รู้ครับ

         “อ้อใช้ แต่มันเยอะมากเลยน่ะ จะขายหมดหรือ” ป้าใหญ่เราถามต่อ

         “ไม่หมดเราก็เอาไปไหว้พระเองก็ได้นี่ครับ ว่าแต่ตอนนี้ผมยังไม่มีที่จะขายเลย” เราบอก

         “เรื่องแผงไม่เป็นไรเดียวป้าจัดการให้” ป้าเราบอก

         “ขอบคุณครับป้า” เราตอบ ทั้งๆที่รู้ว่าคำตอบของป้าหรือใครก็ตามต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว

เราไม่พูดไม่จามาก รีบลงมือจัดการกับกล้วยไม้ทั้งหมดโดยการเอาจากกำละ 100 ดอกหรือประมาณ10-12ช่อ

มาแยกออกเป็นกำละ 3 ช่อ แล้วก็เอาเฟริ์น กับใบเตยที่เตรียมมาๆมัดรวมกัน ก็ดูสวยงามน่าซื้อ เรานั่งทำอยู่นาน

พอดูป้าเราก็กลับเข้ามาบ้านพอดี

         “ได้แผงขายแล้วลูก ไม่ต้องเช่าด้วย” ป้าบอกเราคิดในใจอะไรมันจะดีไปทั้งหมดอย่างนี้

         “ขอบคุณครับป้า อีกเดียวผมจะออกไปขายเลยครับป้า” เรารีบบอก

         “ไม่ต้องรีบหรอกลูกตอนนี้ตลาดมันวายไปแล้ว รอสักบ่ายหน่อยค่อยออกไปใหม่” ป้าบอก

         “อ้าวทำไมละป้า” เราถามแบบงงๆ

         “ตลาดเช้าสัก 9 โมงเค้าก็ไม่ขายกันแล้วลูก รอตลาดเย็นนั้นแหละ” ป้าตอบ

         “ครับป้า ดีเลยผมจะได้มีเวลา เตรียมตัวเยอะหน่อย” เราบอกพร้อมหันไปมองหน้าป้าเรา ป้าเราอมยิ้มแล้ว

บอกกับเราว่า

         “สำคัญจริงนะ เอากล้วยไม้มาแบ่งขายเป็นกำๆ แล้วจะขายเท่าไหรละลูก”ป้าถาม

         “ยังไม่รู้เลยป้า ที่นี่เค้าขายกันเท่าไหรละครับ ผมจะลองดูครับ” เราถาม

         “ยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้ขายกันเลย ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันลูก แต่ป้าว่าไม่น่าเกิน10บาทหรอก” ป้าเราตอบ

แบบยังงงๆเราอยู่

         “ดีเลยครับป้าถ้าอย่างนั้น ผมจะขายสักกำละ 15 บาทน่าจะขายได้” เราบอก

         “มันจะแพงไปนะลูกเดียวไม่มีคนซื้อจะขาดทุนแย่” ป้าเราบอกอย่างเป็นห่วง


31

         “ไม่ต้องห่วงครับป้าผมมั่นใจ เดียวผมเอาธูป เทียน ทองเปลว ใส่รวมไปด้วยก็ขายได้แล้ว ถ้าไม่ได้

ค่อยลดราคา ลูกค้าจะได้ดูดีหน่อย ถ้าขายถูกก่อนแล้วขึ้นที่หลังดูไม่ดี ลดทีหลังไม่เป็นไรครับป้า” เราบอก

         “อื่มป้าเข้าใจแล้ว เดียวป้าไปหาข้าวปลามาให้กินน่ะลูก” ป้าบอก 

         “ขอบคุณครับป้า” เราตอบ

         เราทำได้แค่ลังเดียวก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัวแล้วก็เลยนั่งพักก่อนระหว่างพักก็นับเล่นๆ ว่าจะได้สักกี่กำเรานับ

ได้ 140 กว่ากำ เราเลยเอา15บาทคูณเล่นๆ ได้ 2100 บาทนี่แค่ครึ่งเดียว ตัวเลขออกมาน่าดูอย่างที่คาดไว้ที

เดียว ตอนนี้เรามองเห็นเงินอยู่ข้างหน้าแล้ว แต่เรื่องต่อไปที่เราต้องคิดอีกก็คือ ถ้าเราไม่มีลูกค้าที่ซื้อเราถึง 100

กำเราขาดทุนแน่ คราวนี้จะเอาเงินที่ไหนมาให้แม่ละ เรานั่งนึกถึงคำสอนพ่อต่อไปอีกนึกยังไงก็นึกไม่ออก ไม่

เป็นไรเดียวค่อยๆคิดค่อยๆทำเอา เราขอยืมมอเตอร์ไซด์ป้าเพื่อออกไปที่ตลาด เรายังไม่เคยเห็นเลยว่าตลาดเป็น

ยังไง ป้าเราเลยอาสาพาเราออกมาดูที่ตลาดตอนนี้คนยังไม่ค่อยออกมาซื้อของกันมีแต่แม่ค้าพ่อค้าทั้งนั้น เราเดิน

ไปดูเรื่อยๆ ถามป้าไปเรื่อยเหมือนกัน

         “ป้าใหญ่ครับ ไม่เห็นมีคนขายกล้วยไม้อย่างเราเลย เห็นมีแต่ขายเป็นกำใหญ่ๆเลย” เราถาม

         “เค้าก็ขายกันมาอย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ป้าตอบ เราคิดในใจว่าเราคิดผิดหรือถูกก็ไม่รู้

         “แล้วญาติๆเรามีขายของที่ตลาดนี้บ้างไหมครับป้า” เราถาม

         “อ้อ มีเจ้อั๊ง(ลูกป้าใหญ่)ขายขนนอยู่ในตลาด กับน้าเล็กขายไข่อยู่หน้าตลาด ร้านหน้าเล็กเค้าใหญ่ขาย

เยอะทีเดียว ส่วนมากจะขายส่ง” ป้าบอก

         “มีเจ้ อี่ (ลูกป้าใหญ่) อีกคนขายไข่อยู่ด้านหลังตลาด”ป้าตอบ เราคิดในใจ สบายล่ะมีทางออกแล้ว เรามี

ประกันความเสี่ยงแล้ว

         “ป้าใหญ่พาไปหาทีละคนได้ไหมครับ” เรารุกทันที

         “ได้ลูกไปเลย” เราเดินไปเรือยๆสักเดียวก็ถึงร้านขนนเจ้ อั๊ง เราทักทายตามภาษาพี่ๆน้องๆ ทันที เสร็จ

แล้วเราก็ตรงเข้าประเด็นเลย

         “เจ้อั๊ง ผมเอากล้วยไม้มาขาย เลยจะเอามาให้เจ้อั๊งขายด้วยเจ้อั๊งจะได้มีกำไรเพิ่มขึ้น” เราหว่านล้อม

         “เอามาเลยเดียวขายให้ ไม่ต้องเอากำไรก็ได้” เจ้อั๊งตอบ

         “อย่างนี้ครับเจ๊อั๊ง ผมมาส่งให้กำละ 12 บาท แล้วเจ้อั๊งขาย15บาทเท่ากับผม จะได้ขายง่ายด้วยกัน”

         “ดีเลยเดียวพี่ช่วยขาย เอามาเถอะ”เจ้อั๊งตอบ


32

         จากนั้นเราก็เดินไปหาเจ้อี่ หาน้าเล็ก เราก็พูดหว่านล้อมเหมือนๆกัน ที่จริงญาติฝ่ายแม่เราเค้าพร้อมที่จะ

ช่วยพวกเราทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เราต้องการความสบายใจจะได้มีกำลังใจที่จะขายด้วย ตอนช่วงบ่ายเราก็เอา

กล้วยไม้ออกมาวางขาย ที่แผงเรา(แผงใครไม่รู้) แล้วก็เอาไปส่งที่แผง เจ้อั๊ง เจ้อี่ น้าเล็ก แผงละ30กว่ากำ ที่เรา

เอาไว้เยอะหน่อย เรามั่นใจว่าเราขายได้อยู่แล้ว ผ่านไปครึ่งชั่วโมงลูกค้าที่มาจ่ายตลาดเดินกันเยอะแยะไปหมด

เลย เรายังขายไม่ได้สักกำเลย “สงสัยจะแย่แน่แล้วเรา” เราคิดในใจ สักพักป้าใหญ่ก็เดินมา

         “เป็นไงลูกขายดีไหม” ป้าใหญ่ถาม เราคิดในใจไม่น่าถามเราเลย ยังเหลือเท่าเดิมเลย

         “ยังขายไม่ได้เลยครับป้า” ป้าใหญ่มองด้วยความมึนงง

         “เจ้อั๊ง เจ้อี่ น้าเล็กเค้าขายเกือบหมดแล้ว นี่ป้าเดินมาเอาไปเพิ่มให้พวกเค้า” ป้าให้บอกแบบตำหนิยังไง
ไม่รู้

         “หรือครับป้า จริงหรือครับ” เราถามแบบไม่อยากจะเชื่อ

         “เอามานี่ป้าเอาไปให้พวกพี่ๆขายให้ดีกว่า ลูกเหลือไว้สัก10กำก็พอเดี่ยวป้ามาช่วยขาย” ป้าบอก

         “ครับป้า” เหมือนสวรรค์ทรงโปรดจริงๆเลย นึกว่าจะหมดตัวโดนแม่ด่าซ่ะแล้ว

         ป้าเดินคล้อยหลังสักพักก็มีคนมาถามเราว่า “ก๊ำ เท๊า ไหร๋” เรางงเป็นไก่ตาแตกเลย อะไรนะครับ “ก๊ำ

เท๊า ไหร๋” เธอย้ำถามอีกครั้ง

         “อ้อ 15 บาทครับ” เราตอบ จากนั้นเธอก็ควักเงินให้ ไม่เห็นพูดจาอะไรต่อเลย สักพักป้าใหญ่ก็เดินมา

ถามเราเหมือนเดิม แต่ตอนนี้คำตอบเปลี่ยนไปแล้ว

         “ขายได้แล้วป้า ขายได้กำหนึ่งแล้ว” เราตอบ ป้าใหญ่ได้ฟังหัวเราะใหญ่ “พี่ๆเราเค้าขายกันหมดแล้ว ขาย

ดีกว่าขายขนมเค้าอีก” บอกใหญ่กระเซ้า

         “มาป้าช่วยขาย” เหมือนสวรรค์โปรดเลย แล้วเสียงป้าใหญ่ก็ดังขึ้นจนเราตกใจ

         “กำ 15 กำ15 สดๆสวยๆ ดอกไม้ธูปเทียนพร้อม”(สำเนียงทางใต้) เหมือนป้าใหญ่มีคาถาเรียกลูกค้า ไม่

ถึง15นาทีทั้งหมด9กำก็ขายหมด มันเหลือเชื่อจริงๆเราคิดในใจ

         วันนั้นเราขายหมดตั้งแต่เพิ่งเริ่มด้วยซ้ำ ตลาดยังคงขายกันต่อไปจนถึงเย็นก็เกือบๆ5โมงเย็นนั้นแหละ เรา

รีบขอตัวป้ากลับบ้านก่อน เนื่องจากต้องไปกำดอกไม้ที่เหลืออีก1กล่องกว่าๆ สิ่งหนึ่งที่เราคิดผิดก็คือ เราน่าจะ

ขายให้หมดตั้งแต่วันโกนนี้เลย พรุ่งนี้เรายังไม่รู้ว่าจะขายได้รึเปล่า เพราะเราไม่รู้พฤติกรรมของชาวบ้านว่าเขาจะทำ

บุญกันตอนไหน อันนี้ต้องบอกว่ายังอ่อนหัดจริงๆ

33

เรากลับมาที่บ้านพร้อมกับความภาคถูมิใจที่เราทำงานแรกได้สำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ที่ยังไม่มั่นใจก็เหลือแต่วัน

พรุ่งนี้ แล้วพรุ่งนี้น่าจะมีเวลาแค่ช่วงเช้าเท่านั้น หากเกิน 8 โมงเช้าไปแล้วคงแย่แน่ๆ เราเริ่มเอากล้วยไม้ออกมา

กำเหมือนเดิม พอกำเสร็จเราก็ลองนับดูอีกว่าจะได้สักเท่าไหร่เมื่อขายจนหมด เรานับได้ 162 กำ มากกว่าวันนี้ที่

ขายไปเสียอีก เราต้องได้เงินเยอะแน่ เรานั่งนึกในใจ สักพักป้าใหญ่ก็ขี่รถเครื่องเข้ามาที่บ้าน พร้อมกับชวนเราไป

ทานข้าวนอกบ้านซึ่งเราก็รู้สึกดี และอยากจะชวนป้าและพวกพี่ๆไปอยู่แล้วเราอยากที่จะเลี้ยงข้าวพวกเค้าเพื่อเป็น

การขอบคุณ(ติดสินบน) อยู่แล้ว เรารีบออกไปทันที


         รถเครื่องจอดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งเราจำชื่อไม่ได้หรอก รู้อย่างเดียวว่าต้องอร่อยแน่ๆ เพราะมีคนมา

ทานอาหารที่นี่เยอะมาก เราเดินตามป้าเข้าไปในร้านอาหารเห็นลูกพี่ลูกน้องเราสองคนนั่งอยู่พร้อมกับน้าเล็ก เรา

นั่งลงข้างๆน้าเล็กทันที ขายดีนะของแพงเนี้ย น้าเล็กเริ่มหยอกเราก่อนทันที พร้อมๆกับเสียงหัวเราะของพี่ๆเรา

         “วันนี้ผมขอเลี้ยงอาหารเย็นเองนะครับ” เรารีบบอกก่อน เพื่อจะชิงความได้เปรียบ

         “ไม่เป็นไรน้าเล็กเลี้ยงเอง หลานมาทั้งทีให้หลานเลี้ยงได้ยังไง”เสียงน้าเล็กบอก

         “ไม่ได้ครับ วันนี้ผมขายของได้กำไร ถ้าไม่ได้น้าเล็กกับเจ๊อั้ง-เจ๊อี่ ผมคงขายไม่ได้” เราบอกพร้อมกับนึกใน

ใจ ยังไงวันนี้เราต้องเป็นคนจ่ายให้ได้ มาขายคราวหน้าสบายแน่นอน

         “ไม่ได้น้าเล็กต้องจ่ายเอง เอ้าสั่งอาหารๆ” น้าเล็กตัดบท จากนั้นน้าเล็กและป้าใหญ่ก็ช่วยกันสั่งอาหาร

เป็นการใหญ่

         “ใครเป็นคนคิดหรือ ขายของแบบนี้” เสียงเจ๊อั่งดังขึ้นจากอีกมุนโต๊ะ

         “อ้อผมคิดเองครับ ราคากล้วยไม้มันตก แถมยังโดนพวกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ ก็เลยลองดูก็ได้เจ๊อั่งเจ๊

อี่ ช่วยนี่แหละถึงขายได้” เราตอบ

         “ที่แรกคิดว่าไม่น่าขายได้ แต่ทำไปทำมากับขายดี” เจ๊อี่สมทบขึ้นมา

         “มีเหลืออีกเยอะรึเปล่า พรุ่งนี้เจ๊ขอสัก50กำนะ” เสียงเจ๊อั่งดังขึ้นอีก

         “เหลือไม่เยอะแล้วครับ น่าจะพอได้ขายสักคนละ50กำน่าจะได้” เราตอบ คิดในใจว่า สบายละพรุ่งนี้ให้เจ๊

อั้ง50 เจ๊อี่50 น้าเล็ก60 เหลือไว้2 เอาไว้ขายเองขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาไปไหว้พระก็ได้   


34

         สักครู่ป้าใหญ่ก็หยิบมัดเงินที่ใส่อยู่ในถุงพลาสติกขึ้นมา ในนั้นมีทั้งแบงค์10 แบงค์20 และก็เหรียญต่างๆ

มากมายส่งให้กับเรา

         “นี่ของลูกทั้งหมดเลย ที่ขายได้วันนี้ สองพันกว่าบาท” ป้าใหญ่บอก

         “สองพันกว่าเลยหรือป้า ทำไม่เยอะจัง เจ๊อั้งเจ๊อี่ น้าเล็กแบ่งค่าขายไปหรือยัง”เราถามอย่างเร็ว

         “ไม่เอาลูกเก็บไว้เถอะ ไม่ต้องให้หรอก ไม่เอา” เสียงน้าเล็กดังขึ้นทันที

         “ไม่ได้ครับน้าเล็ก การค้าคือการค้า เราต้องทำตามกฎของมัน จะได้ทำการค้าได้นานๆ”เราบอกแบบ

กำชับ เรานึกในใจถ้าไม่เอาแล้วถ้าคราวหน้าเราต้องไปขายเอง เราต้องแย่แน่ๆเลย ไม่มีใครมาซื้อของจากเราแน่

         จากนั้นเราก็หยิบถุงเงินขึ้นมาดูพร้อมกับหยิบแบงค์ร้อย ออกมาทั้งหมด3ใบ เรายื่นให้น้าเล็ก เจ๊อี่ เจ๊อั้ง

คนละใบ ทั้งสามคนไม่ยอมรับเราจะทำยังไงก็ไม่เอา

         “น้าเล็ก-เจ๊อี่-เจ๊อั้งครับ ตอนนี้ผมหัดทำการค้า ถ้าการค้าครั้งแรกของผมมันเริ่มด้วยความไม่ยุติธรรม ผม

เอารัดเอาเปรียบคู่ค้า เอาเปรียบคนขาย ต่อไปจะมีใครอยากขายของให้ผมอีกหรือครับ” เราบอกด้วยความจำเป็น

ต้องใช้วิธีนี้ เราอยากแค่เอาของมาส่ง จัดเรียงให้ แต่เราไม่อยากขายเอง เราขายของไม่เป็น

         “อย่างนั้นน้าเล็กก็ไม่ขัด ถือว่าเราเป็นคู่ค้ากัน” น้าเล็กแกล้งแหยเรา

         “ดีครับ พรุ่งนี้ผมจะจัดของไปให้ ตอนกี่โมงดีครับ”เราถาม

         “สักตี3 ลูก” เสียงป้าใหญ่บอก

         “หา” เราร้องด้วยความตกใจ มันยังไม่เช้าเลยนะ

         “ถ้ามาสายกว่านี้ก็คงต้องเอากล้วยไม้กลับกรุงเทพฯด้วยแล้วหละ” ป้าใหญ่แหย

         “ได้ครับครับพรุ่งนี้ผมจัดส่งให้แต่ตีสามเลยครับ”เรารีบรับคำทันที หลังจากนั้นก็ทานอาหารกันไปเรื่อยๆ

อาหารอร่อยมาก เรากำชับทุกคนว่าอย่าเพิ่งบอกให้แม่เรารู้ เดี่ยวท่านจะไม่สบายใจ ก่อนกลับเราขอตัวไปเข้า

ห้องน้ำ ระหว่างนั้นเดินผ่านโต๊ะเก็บเงินมีอาซิ้ม นั่งเฝ้าโต๊ะอยู่คนหนึ่ง เราเดินเข้าไปหาแกพร้อมยื่นเงินให้เป็น

แบงค์500หนึ่งใบ


35

         “เก็บเงินโต๊ะโน่นด้วยครับ”แล้วเราก็เดินไปเข้าห้องน้ำ พอเราออกมาก็เห็นแกกำลังยืนคิดเงินอยู่ที่โต๊ะ ป้า

ใหญ่และน้าเล็กทำหน้างงๆยังไงชอบกล อาซิ้มแกคิดเงินอยู่คู่เดียวก็ยื่นเงินทอนให้เรา20บาท เสียงป้าใหญ่ดัง

ขึ้นทันที

         “สำคัญจริงนะ” เราหันไปมองแล้วอมยิ้ม ทุกคนหัวเลาะกันอย่างครื้นแครง

         “ขอให้ผมได้เลี้ยง ป้า น้าและพี่ๆเถอะครับ ถือเป็นการเลี้ยงคู่ค้าก็ได้ครับ” เราบอก

จากนั้นเราก็กลับบ้านกัน เรารีบขอตัวไปนอนก่อน เราเพลีบมากๆในตอนนั้น เรามาสะดุงตื่นอีกทีก็ตอนได้ยินเสียง

ไก่ขัน เรามองออกไปที่หน้าต่างเห็นแสงแดดจ้าเลย เราหันไปมองนาฬิกา

         “ตายห่ะ 7 โมงกว่าแล้ว”เราอุทาน เรารีบวิ่งลงมาชั้นล่างเพื่อจะได้นำกล้วยไม้ไปส่งคู่ค้าเรา ไม่อยู่แล้ว

กล้วยไม้ทั้งหมดหายไปหมดแล้ว รีบล้างหน้าล้างตาขี่รถเครื่องตามออกไปที่ตลาดทันที เราจอดรถแล้วรีบเดินไป

ที่แผงเจ๊อั้งเป็นคนแรก พอไปถึงเรารีบมองไปที่แผง  “ตายแล้ว ไม่ได้เอากล้วยไม้มาขายแน่นอนเลย” เราคิดใน

ใจ แต่ถ้าไม่ได้เอามาแล้วมันจะไปไหนละ เรารีบเดินเข้าไปถามเจ๊อั้งทันที

         “เจ๊อั้ง ป้าใหญ่เอากล้วยไม้ไปขายที่ไหนครับ” เราถามละล่ำละลัก

         “อ้าวตุ๋ย ตื่นแล้วหรือ แม่พี่เอามาแบ่งๆกันนี่แหละ หมดไปแล้ว” เจ๊อั้งตอบ

         “จริงเหรอ แล้วคนอื่นละ” เราถามอย่างเร็ว

         “น่าจะขายกันหมดแล้วละ อีกสองแผงทำเลเค้าดีกว่าพี่” เจ๊อั้งบอก

         “ไปดูน้าเล็กกับเจ๊อี่ก่อนนะ” เราบอก เรารีบเดินไปหาเจ๊อี่ทันที จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ไม่รู้จะขาย

หมดรึเปล่า พอเราไปถึงแผงเจ๊อี่ หมดเหมือนกันเจ๊อี่บอกหมดตั้งแต่ตอนหกโมงแล้ว เรารีบเดินไปดูผลงานเราที่

แผงน้าเล็กต่อ ไม่อยากจะเชื่อหมดเหมือนกัน น้าเล็กบอกเราว่าลูกค้า มาถามหาอีกหลายเจ้า

         “สำเร็จ”เราคิดในใจ ธุระกิจแรกของเราประสพความสำเร็จอย่างนี้สวยแน่ วันนั้นเราแบ่งเงินค้าขายให้กับน้า

เล็กและพี่ๆ เหมือนเคยทุกคนไม่อยากรับเงินเรา เราก็บอกเหมือนเดิม “ไม่ได้ครับ เพราะวันพระหน้าผมจะต้องส่งมา

อีก มันเป็นธุระกิจครับ” ตอนเย็นนั้นเราก็ขอตัวลากลับกรุงเทพฯเลย เรายังกำชับว่าอย่าเพิ่งบอกแม่ เราอยากเอา

เงินแม่ 800 บาทไปคืน
36

พร้อมกับเงินกำไรด้วย เราอยากให้แม่ภูมิใจในตัวเรา ตอนอยู่บนรถไฟเราเอาเงินมานับและลองหักค่าใช้จ่ายทั้ง

หมด รวมทั้งต้นทุนค่ากล้วยไม้ของแม่ด้วย งานนี้เรากำไรถึง2000บาทเลยทีเดียว ตอนนั้นเงินสองพันบาทเยอะ

มากสำหรับครอบครัวเรา เรากลับมาถึงกรุงเทพฯที่หัวลำโพงตอน แปดโมงเช้า กว่าจะถึงบ้านก็เกือบสิบโมง พอ

ถึงบ้านเรารีบเดินตามหาแม่ทันที ในบ้านไม่อยู่แม่ก็ต้องอยู่ในสวนแน่นอน เราเดินไปหาแม่ในสวนกล้วย แม่กำลัง

ผสมปุ๋ยเพื่อฉีดปุ๋ยอยู่พอดี ช่วงนี้ฝนคงทิ้งช่วงเลยใส่ปุ๋ยได้

         “แม่”เราเรียก แม่เหลือบมามองด้วยหางตา

         “กลับมาแล้วหรือ” เสียงแม่เราถาม

         “แม่ผมมีเรื่องมาสารภาพ แต่แม่ต้องฟังให้จบก่อนแล้วค่อยด่านะ”เราต้องรีบติดกันเทศก่อน

         “ไปทำอะไรมาอีก หรือมีเรื่องกับเพื่อนที่โรงเรียนอีก คราวนี้ต้องเชิญผู้ปกครองอีกหรือเปล่า”แม่เราถามมา

เป็นชุดเลย แหมไม่เคยไว้ใจลูกบ้างเลย

         “เปล่าครับ แม่สัญญารึเปล่าว่าจะฟังให้จบก่อน”เราถาม

         “ไม่รู้”แม่ตอบ

         “งั้นไปแล้ว ไม่เล่าให้ฟังดีกว่า เล่าไปก็โดนด่า” เราแกล้งหยอกแม่

         “ตกลงไม่ด่าก็ไม่ด่า”แม่บอกพร้อมกับทำตาเขียวใส่เรา เรากำลังตัดสินใจว่าควรจะเอาเงินให้แม่ก่อนเพื่อ

ติดกันเทศณ์ หรือจะเล่าก่อนแล้วค่อยให้เงินเพื่อจะได้ออกอรรถรส ลองดูอาการแม่ด้วยว่าแม่จะตื่นเต้นแค่ไหน เอา

อย่างนี้ดีกว่า

         “แม่ครับ ที่ผมขอเงินแม่ไป ผมไม่ได้ไปกับที่โรงเรียนอย่างที่บอกแม่ไว้ครับ”เราบอกแม่หันมามองแล้วทำ

ตาเขียวพร้อมกับอ้าปากพูดทันที

         “เล่าต่อซิลูก” แม่บอก เราโล่งอกทันที

         “ครับแม่ ผมไปตรังมาครับ ไปหาป้าใหญ่มา เอากล้วยไม้ไปขายที่โน่น”เราเล่าต่อ

         “ทำไมเอาไปขายที่โน่นละลูก ขายปากคลองตลาดก็พอใกล้ๆ ไปขายถึงโน่นค่ารถไฟก็หมดแล้ว”แม่เรา

ตำหนิ ก่อนที่แม่จะบ่นมากกว่านี้เรารีบหยิบเงินที่เหลือทั้งหมดมาให้แม่ทันที

37

         “นี่ครับ เงินทุนที่เอาของแม่ไป แล้วที่เหลือกำไรหักค่ากล้วยไม้ ค่ารถไฟ ค่าข้าว แถมเลี้ยงข้าวป้าใหญ่ไป

อีกเกือบ500บาทด้วยนะแม่” เราเล่า เรามองหน้าแม่เราแม่เรามองถุงเงินพร้อมกับทำหน้างงๆ เหมือนไม่เชื่อสาย

ตา แม่มองมาที่เราพร้อมกับถามว่า

         “แกเอาไปขายยังไงแม่ไม่เข้าใจ”

         “อ้อ ผมเอามันไปแยกเป็นกำๆ จัดด้วยใบเต้ย และเฟริ์น แค่นี้ก็ดูดีแล้วครับ” เราบอก

         “แล้วมีคนซื้อด้วยหรือ”แม่เราถามแบบงงๆ

         “ขายดีมากเลยครับแม่ ป้าใหญ่กำชับมาว่าคราวหน้าเอามามากกว่านี้สองเท่า” เราเล่าต่อ

         “แม่ครับ ต่อไปนี้ไม่ต้องไปสนใจพวกพ่อค้าคนกลางอีกแล้ว เราทำเองได้ มันยังมีช่องทางมากกว่านี้อีก

มาก ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเหมือนคนอื่นหรือเปล่า” เราบอก จากนั้นแม่เราดึงเราเค้าไปกอดแล้วกระซิบบอกเรา

ว่า  “แม่ภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด” 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 04 March 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Who's Online

ขณะนี้มี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Statistics

จำนวนสมาชิก : 18
จำนวนข่าว: 52
เว็บลิงค์: 5
_VISITORS: 1090202

Product Scroller

บูชหิ้วเฟื่องท้ายตัวโค้ง
บูชหิ้วเฟื่องท้ายตัวโค้ง
฿4 800.00
฿4 320.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

MITSUBISHI OIL FILTER
MITSUBISHI OIL FILTER
฿180.00

T04S TURBO [used]
T04S TURBO  [used]
฿16 000.00

บูชปีกนกหน้า -บูชหน้า
บูชปีกนกหน้า -บูชหน้า
฿2 875.00
฿2 587.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%

ช่วงล่าง EVO4-6 / CK [used]
ช่วงล่าง EVO4-6 / CK  [used]
 สอบถามราคา

บูชกันโคลงติดชัชชี
บูชกันโคลงติดชัชชี
฿750.00
฿675.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

Gear EVO4-8 [Used]
Gear  EVO4-8 [Used]
฿12 000.00

PENNZOIL GEARPLUS SAE 80W-90
PENNZOIL GEARPLUS  SAE 80W-90
฿300.00

กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
฿10 000.00

กันชนหน้า EVO7 [used]
กันชนหน้า EVO7  [used]
฿6 000.00

Latest products

กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
฿10 000.00
หยิบใส่รถเข็น

OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
฿22 000.00
หยิบใส่รถเข็น

Random Products

บูชปีกนกหน้า ตัวหลัง EVO1-3+E-car
บูชปีกนกหน้า ตัวหลัง EVO1-3+E-car
฿4 725.00
฿4 252.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%
NGK BPR9EIX เบอร์ 7-8-9
NGK BPR9EIX เบอร์ 7-8-9
฿1 800.00
EVO7 GTA TURBO [used]
EVO7 GTA TURBO [used]
฿9 500.00

 evo1.jpg