MitsuSport & Services

You are here:THE PIER arrow นานาสาระ - บทความ arrow "โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 4 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง
  • Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • green color
  • blue color
"โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 4 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง PDF พิมพ์ อีเมล์
Tuesday, 04 March 2008
ตอนที่สี่

                                             ชีวิตนี้จะไม่ยอมเป็นลูกน้องใคร
                                                                                                                                                             
           จากนั้นเป็นต้นมาเราก็ให้แม่และพี่สาวไปขายกล้วยไม้กันเองที่ จังหวัดตรังครั้งแรกเราพาแม่กับพี่สาวคนที่

สองไปเพื่อให้เค้าได้ไปเรียนรู้ก่อน ต้องบอกว่าถ้าเป็นแม่เรามักจะขี้กลัวเค้าไม่ค่อยกล้าที่จะลงทุนทำอะไร เลยทำให้

พี่ๆเราทุกคนเป็นคนขี้กลัว เหมือนกับแม่ ทุกคนอยากเรียนให้สูงๆ เพื่อที่จะได้เป็นครู เป็นข้าราชการ เป็นอะไรก็ได้ที่ ไ
ม่ต้องเสี่ยง ผิดกับเราที่เราไม่ชอบเลยการทำงานอยู่กับที่

         ถึงตอนนี้คดีพ่อเราก็ยังไม่สิ้นสุดสักที และไม่มีวีแววว่าจะมีอะไรคืบหน้าขึ้นเลย เงินที่จ่ายให้ทั้งตำรวจ และ

นักการเมืองท้องถิ่น(ปัจจุบันเป็น ส.ส.พรรคใหญ่พรรคหนึ่ง เราไม่เคยเลือกเลย ทั้งๆที่ชอบพรรค)ดูเหมือนว่าเค้าจะ

ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย เรียกร้องแต่เงินหรือความเดือดร้อนของชาวบ้านคือหนทางหาเงินของทั้งตำรวจและนักการ

เมือง มาถึงยุคนี้สมัยนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คนจนกว่า ความรู้น้อยกว่า ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีทาง

ชนะ อันนี้สำหรับตัวผมเองถือเป็นสัจจะธรรมไปแล้ว ถ้าจะมีใครมาถกกับผมในเรื่องนี้ ผมว่าผมไม่มีทางแพ้อย่างแน่

นอน เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอยู่ในโลกแห่งอำนาจ ฉนั้นอย่ามัวหลอกกันอยู่เลย เราควรจะปรับเตรียมรับ

มือไว้ให้พร้อมเพื่อจะสู้กับโลกที่โหดร้ายนี้ โลกที่มีแต่เรื่องจริงที่ปลาใหญ่ย่อมกินปลาน้อย แต่ผมอยากจะบอกให้รู้ว่า

บางครั้งปลาใหญ่ก็ไม่สามารถกินปลาน้อยได้ ถ้าเจ้าปลาน้อยรู้จักที่จะหนีและรู้จักที่จะไล่ เมื่อได้เปรียบปลาน้อยอาจ

จะเป็นผู้ชนะก็ได้

         ตอนนั้นที่บ้านเรามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมากโข จากการขายกล้วยไม้ที่จังหวัดตรัง แต่เรารู้อยู่ว่าอีกไม่นานก็จะ

ต้องมีคนมาทำเหมือนๆกับเรา แล้วราคาก็ต้องตกลงเรื่อยๆเมื่อมีหุ้นส่วนการตลาด การแข่งขันทางการตลาดอย่างนี้ก็

ต้องทำให้ราคาเสีย แล้วส่วนใหญ่คนที่คิดตามมักจะคิดได้ดีกว่าด้วย แต่คนที่คิดตามก็มักจะเสียเปรียบเรื่องลูกค้าที่มี

อยู่(ต่อมาเราเรียกว่า”ขาพื้น”) สุดท้ายเมื่อทำกันมากๆเข้าก็ต้องหั่นราคากันจนอยู่ไม่ได้สักคน อันนี้เป็นเรื่องจริงที่มัก

จะเกิดกับคนไทยเสียด้วย คนไทยเราน้อยมากที่จะมีหัวคิดริเริ่ม พวกเรามักจะชอบ ลัทธิเอาอย่าง มากกว่าเพราะมัน

ง่าย คำนวณรายรับจ่ายได้เลย มองเห็นกำไรชัดเจน แต่การคำนวณกำไรขาดทุนมักจะลืมเรื่อง “หุ้นส่วนการตลาด”

ถ้ามีสินค้ามากขึ้นในขณะที่ผู้บริโภคเท่าเดิม แน่นอนก็ย่อมเกิดการแย่งชิง   แล้วใครจะชนะละ มันต้องมีทั้งคนแพ้และ

คนชนะ แต่เราจำได้ถ้าเราอยากจะชนะเราต้องมองไม่เหมือนเค้า


                                                                                                                                                                                                                                                                   39     
       การคิดก็เหมือนกันหลักการคิดถ้าหากเรายังคิดแบบเก่าๆ เราก็คงไม่มีอะไรดีกว่าเด็กที่บ้านมีปัญหา หรือ

เหมือนกับคนที่เรารู้จักหลายๆคน เราไม่เคยคิดเลยว่าเราเองมีปัญหา บางทีเราโดนเพื่อนๆล้อ เรื่องพ่อเรา แทนที่เรา

จะรู้สึกอายแต่เรากลับ รู้สึกดีเราคิดว่าที่พ่อเราเป็นอย่างนี้เพราะท่าน เป็นผู้นำที่ดีต่างหาก เราเคยได้ยินเค้าพูดกัน

เรื่อง “คิดออกนอกกรอป” เราชอบคำพูดคำนี้มาก

         แม่เรากับพี่สาวทั้งสามคนก็ผลัดกันไปขายกล้วยไม้ที่จังหวัดตรัง ตอนนั้นที่บ้านเรามีรายได้ดี กว่าที่เป็นอยู่แต่

ก่อนพอสมควร เราก็เลยคิดว่าน่าจะมีอะไรมาทำให้เรา(หมายถึงตัวเราเอง) มีเงินซื้อมอเตอร์ไซด์สักคัน เพราะเพื่อนๆ

เราเค้าก็มีกันทุกคนเลย กิจการเก่าก็ยกให้แม่ทำไปแล้ว ตอนนี้เลยไม่รู้จะทำอะไรดี ตอนนั้นพี่สาวคนโตเราแต่งงาน

กับพี่เขยซึ่งเป็นผู้รับเหมาคือรับเหมาก่อสร้างละครับ ผมก็เลยขอไปทำงานด้วยเพื่อจะหาความรู้ใหม่ ตอนนั้นเป็นช่วง

ปิดเทอมพอดี พี่เขยเรายื่นข้อเสนอให้เราวันละ 70 บาท และมีOT ทุกวัน ไม่มากแต่ก็พอจะผ่อนรถมอเตอร์ไซด์ได้

สักคัน เราเลยตกลงกับพี่เขยเราทันที

         ทุกวันเราต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน ถึงแม้งานจะเริ่มตอน 8 โมงเช้า แต่เราจะต้องเดิน

ทางไปกับรถที่รับส่งคนงานเพื่อไปที่ไซด์งาน ตอนแรกเราทำแถวตลาดฝั่งโขง อยู่แถวๆดอนเมือง พี่เขยเราไปรับ

เหมาวางท่อระบายน้ำไว้ ระยะทางประมาณ500เมตร เราต้องจัดการกับท่อระบายน้ำเก่า คือต้องทุบมันทิ้งก่อนที่จะ

สร้างใหม่ ฟังแล้วก็ไม่มีอะไรยาก แต่ตรงที่ยากสำหรับเราคือตอนที่เราต้องทุบท่อผ่านห้องส้วมของบ้านหลังหนึ่ง

ตอนทุบนั้นแหละปัญหาถึงส้วมทั้งถังมีแต่สิ่งปฎิกูลเน่าเหม็น เรารังเกียจแต่ก็ต้องทำเรา ไม่ใช่อื่นเลยเรื่องเงินเรื่อง

เดียว ลองคิดดูว่าทั้งขี่และเยี่ยวผสมกัน     หมักบ่มเป็นเวลานับปี ตอนนั้นนึกถึงคำสอนพ่อไม่รู้จะเอาอะไรมาใช้ดี พอ

ดีนึกคาถาที่พ่อให้ได้

         “ทำอย่างไรดีกว่านี้”

         “ทำอย่างไรเร็วกว่านี้”

         “ทำอย่างไรประหยัดกว่านี้”

เราจำไม่ได้ว่าคาถาบทนี้พ่อให้เราไว้เมื่อไหร่ แต่เรารู้ว่าฟังดูง่ายๆ แต่แท้ที่จริงแล้วเราบอกคาถานี้ไปหลายคน มีน้อย

คนมากที่ทำได้ เราได้รับคำสั่งจากพี่เขยให้ทำการตักสิ่งปฎิกูล ออกเพื่อจะได้ทำงานสะดวก เรานั่งคิดอยู่พักหนึ่งว่า

จะขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งเพื่อให้ถ่ายเทของเหลวพวกนั้นออกให้พ้นทางดี หรือจะตักใส่รถเข็นแล้วเอาไปเททิ้งในร่อง

ส่วนดี อย่างหนึ่ง คือได้เอามาทำปุ๋ยได้ด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้นเราจึงเรียกรถสูบส้วมมาด้วยราคาค่าจ้างเท่าไหร่ไม่รู้จำ

ไม่ได้ “ดีที่สุด เร็วที่สุด ประหยัดที่สุด” พอเลิกงาน เราเอาบิลไปเบิกเงินพี่เขย เรานึกในใจ”เอาวะ อย่างมากก็โดนด่า

สักสี่ ห้า คำ”

         “พี่ต๋อย เปิดเงินค่าสูบส้วมด้วยครับ” เราบอก

         “ค่าสูบส้วมอะไร ไม่ได้สั่งเลย” ตามนิสัยพี่เขยเราทีเดียว อย่างที่นึกไม่มีผิด

                                                               
                                                                                                                         40
         
         “ก็ค่าสูบส้วมที่ขวางทางที่ไซด์งานไง”เราบอกแบบโมโหเหมือนกัน

         “ทำไมต้องเสียตังค์ด้วย ทำไมไม่ให้คนงานตักแล้วเอาไปเทที่อื่น” พี่เขยเราถาม

         
         “ถ้าลูกน้องตัก จะต้องเสียค่าแรงเท่าไหร่ เอาเวลาที่ตักขี่ ให้มาปรับพื้นดีกว่า”เราบอก

         “แล้วถ้าตักจะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ต้องขออนุญาติเจ้าของที่เค้าก่อน เสียเวลา”  เราบอก

         “ตอนตักก็ต้องเลอะเทอะ คนงานเราก็ไม่อยากทำงานเพราะมันเหม็น เห็นไหมตอนนี้ประหยัดทั้งเวลา

ประหยัดทั้งเงิน และดีด้วยไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร” เราบอกพร้อมกับหันไปมองหน้าพี่เขย เรานึกในใจว่าต้อง

อธิบายต่ออีกไหม

         “เยี่ยมมาก” เสียงพี่เขยเราดังขึ้นพร้อมกับยื่นเงินให้เรา วันนั้นเราได้โชว์ความสามารถในการทำงาน โชว์แนว

คิดใหม่ๆ ให้พนักงานดูหลายอย่าง เราใช้เพียง ”คาถา เศษฐฐี” ที่พ่อเราให้มาอย่างเดียวเท่านั้น เราทำงานที่

ดอนเมืองอยู่ไม่นานก็เสร็จ จึงต้องย้ายไซด์ กอ่นที่จะย้ายเรารับหน้าที่หัวหน้าคุมงานซึ่งตอนที่เราเข้าทำงานวันแรก

เรารับหน้าที่เป็น กรรมกรก่อสร้าง ค่าแรงวันละ70บาท ใช้เวลาไม่ถึงเดือนเรารับตำแหน่งหัวหน้างาน รับค่าแรงวัน

ละ 130 บาท แน่นอนเราไม่ได้มาด้วย ระบบพักพวก เพราะพี่เขยเราเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบด่าเป็นอาชีพ เราไม่

ได้มาด้วยการสอพอเพราะเราไม่ชอบ เราเชื่อเรื่องการทำงาน การใช้สมองทำงาน การกล้าแสดงออกถึงความ

สามารถและแนวคิดใหม่ และแน่นอนเราไม่ได้มาด้วยระบบ อวุโส เหมือนที่ชอบใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย

         ตอนนั้นเราทำงานกับพี่เขยหลายที่ เราต้องทนกับอารมณ์ ที่ค่อนข้างปวนแปรของพี่เขยเรา แล้วที่สำคัญเค้า

เป็นคนด่าเก่งมากๆ ด่าได้เจ็บปวด ประหยัดถึงเข้าขั้นขี่เหนียว   แต่จิตใจไม่มีอะไร ง่ายต่อการอ่านที่จริงแล้วคนไม่รู้

นึกว่าแกเป็นคนแข็งกระด้าง แต่ที่จริงอ่อนไหวทีเดียว ชอบช่วยเหลือคน (ที่ช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่จะให้คนอื่น

ช่วย) เราเคยเห็นคนที่มาขอความช่วยเหลือจากพี่เขยเราแล้วไม่ได้แบบไม่มีเยื่อใยเยอะมาก แล้วเราก็เคยเห็นคนมา

ขอความช่วยเหลือจากพี่เขยเรา แล้วได้รับความช่วยเหลืออย่างเกินคาดก็เยอะ พี่เขยเราจะพิจารณาจาก ความ

กระตือรือร้น ของคนๆนั้นว่าเค้าช่วยเหลือตัวเองมามากพอหรือยัง ดิ้นรสแล้วหรือยัง เราสรุปว่าพี่เขยเราเค้ามาจาก

ครอบครัวที่ยากจนมากๆจนมองเห็นว่าผู้ที่มาขอความช่วยเหลือนั้นสมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือหรือยัง

         เราย้ายไซด์งานมาทำที่ใหม่ คราวนี้เป็นงานต่อเติมอาคารพาณิชน์ สูง 4 ชั้น อยู่แถวๆ วงเวียนใหญ่ เราจำ

ไม่ได้ว่าอยู่ซอยไหน แต่ที่เราจำได้แม่นยำคือที่นี่เป็นที่สุดท้ายที่เราทำงานก่อสร้าง วันหนึ่งเราทำงานอยู่บนดาดฟ้า

ของตึก กำลังดูช่างทาสีนั่งบนนั่งร้านเพื่อทาสี นั่งร้านทำด้วยไม้ไผ่แบบง่ายๆ ใช้เชือกมะนิลาเป็นตัวเชื่อมต่อ พี่เขย

เราก็ปีนป่ายอยู่บนนั่งร้านนั้นด้วย เราไม่รู้ว่าวันนี้เค้าเป็นอะไร โมโหใครมาพาลด่าทุกคน ไม่ว่าจะเป็นช่างสี ช่างปูน

แม้กระทั่งเราก็โดนด่าด้วยกันไปหมด มีอยู่ครั้งหนึ่ง

                                                                                                                               41
 
พี่เขยเราหันมาด่าว่าเรา ว่าคุมงานยังไง ซึ่งมันไม่มีเหตุผล ที่สำคัญคำด่านั้น ขึ้นถึงพ่อแม่เราด้วย แน่นอนเราไม่ทนอยู่

แล้ว เรามานั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในร่มสักพัก เพื่อคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ว่าเราเป็นอย่างที่เค้าว่าจริงหรือไม่ แล้วที่

พี่เขยเราด่าถึงพ่อแม่นั้นสมควรให้อภัยหรือไม่ ตอนนั้นเราลืมทุกสิ่งลืมกระทั่งบทเรียนที่ได้รับจากที่พ่อเป็นคนใจร้อน

ตอนนี้ต้องมาลำบากอย่างนี้  ตอนนั้นเราคิดอย่างเดียวคงยอมกันไม่ได้แน่นอน เราค่อยๆเดินย่องเข้าไปข้างหลังพี่เขย

เรา ที่กำลังนั่งอยู่บนนั่งร้าน เพื่อตรวจเช็คงาน มันง่ายมากถ้าเราจะเดินเข้าไปข้างหลังแล้วใช้เท้า ยันเบาๆก็สามารถ

จะเด็ดชีวิตพี่เขยเราได้ แน่นอนเป็นการตายที่แนบเนียน มันก็แค่ผู้รับเหมาประมาทก้าวพลาดบนนั่งร้านตกจากตึกสี่

ชั้นลงไปตายแค่นั้นเอง เราก็แค่แกล้งทำหน้าเศร้าสักหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว

         เราย่องไปด้านหลังเกือบจะถึงตัวอยู่แล้ว แล้วเราก็เริ่มที่จะเงื้อเท้าขึ้นมาแล้วตอนนั้นเราแค่รังเร ระหว่างความ

ถูกต้องกับความชอบธรรมเท่านั้น เป็นโชคดีของเราที่พี่เขย เค้าหันกลับมาพอดีแล้วมองมาที่เราด้วยสีหน้ายิ้มๆแล้ว

พูดว่า

         “ไม่เป็นไร ค่อยๆให้ช่างแก้ไป เมื่อครู่พี่หงุดหงิดไปหน่อย” เสียงพี่เขยเราพูดเหมือนจะขอโทษ

เราไม่ได้พูดโต้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าและเดินออกไป เราเดินกลับลงมาชั้นล่าง ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราจะทำ

ยังไงดีกับเรื่องนี้จะปล่อยให้เค้ามาด่าเราฟรีอย่างนั้นหรือ เราจะเดินกลับขึ้นไปพร้อมกับจัดการอะไรบางอย่างดีไหม

ระหว่างที่คิดเท้ามันก็พาเราเดินออกมาเรื่อยๆ จนถึงถนนใหญ่เราไม่รู้ว่าตอนนั้นจะแก้ปัญหาอย่างไรดี เลยเดินขึ้นรถ

เมล์เพื่อตรงกลับบ้าน เรานั่งคิดไปตลอดทางจนได้คำตอบมาหยุดตรงที่พ่อเรา ถ้าเป็นพ่อตอนนั้นพ่อคงคิดว่า “ถ้าพ่อ

ไม่ควักปืนออกมายิง พ่อก็ไม่ต้องหนี ลูกเมียก็ไม่ลำบาก” เราคิดว่าพ่อเราคงคิดอย่างนี้ ความคิดนี้ทำให้เราใจเย็นลง

มาก แต่ความเจ็บช้ำน้ำใจที่โดนด่าอย่างนั้นมันก็ยังคงฝังอยู่ในสมองเราตลอดเวลา เราคิดในใจ

         “ชีวิตนี้กรูจะไม่เป็นลูกน้องใคร” เราคิดอย่างนั้นในใจ มันทำให้เราใจเย็นขึ้นมาก ตั้งแต่นั้นมาเราไม่เคยคิดว่า

ตัวเองเป็นลูกน้องใครอีกเลย แต่ก็มีข้อยกเว้นนะ จากนั้นเรายังเรียกอีกคนว่า”นาย” ไว้เราจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อ

ไป สำหรับบทเรียนที่เกือบจะมีราคาแพงที่สุด เกือบจะเปลี่ยนชีวิตเราไปในทิศทางที่เลวร้าย เกือบทำให้ครอบครัว

รวมทั้งพ่อและแม่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

         จากการที่เราปฎิญาณกับตัวเองในครั้งนั้น เมื่อเรามีสติแล้วเอามาพิจารณาแล้วเรากับยกให้พี่เขยเราที่เราเคย

โมโหและเกือบจะฆ่าเค้า เป็นอาจาร์เราคนหนึ่ง เราถือว่าเค้าเหมือนพ่อเรา คือ เค้าสอนเราเค้าให้กำลังใจ การให้

กำลังใจมันมีทั้ง “ทางลบ และ ทางบวก” อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพิจารณาใช้มันอย่างไร ถ้าเราใช้เป็นเครื่องมือเพื่อ

จะเอาชนะความดีที่เรามีก็สามารถทำได้ หรือจะใช้เป็นเครื่องมือที่จะเอาชนะความชั่วก็สามารถทำได้เช่นกัน

                                                                                                                            42
       
     จากวันนั้นเราได้ความรู้เยอะแต่ก็ตกงาน ในช่วงวันหยุดปิดเทอม มีอยู่วันหนึ่งเราได้พูดคุยกับ เพื่อนบ้านเรา เค้า

คุยกันเรื่องหวยล็อค เค้าบอกว่าถูกแน่ๆ เค้าซื้อมาสามงวดแล้วถูกทั้งสามงวดเลย อันนี้เป็นเรื่องจริง เราเองก็รู้ว่าเค้า

ถูกหวยมาสามงวดติดต่อกัน โดยปกติเราไม่เล่นหวยเพราะถ้าดูกันทางสถิติแล้ว เจ้ามือเป็นต่อเราถึง 7/10 เลยที

เดียว โอกาสถูกเราน้อยมาก แต่ถ้ามีโอกาสแบบถูกแน่ๆ แบบหวยล็อค แน่นอนเราไม่เคยปล่อยให้โอกาสหลุดมืออยู่

แล้ว ตอนนั้นเรามีเงินที่เก็บสะสม จากการทำงานตั้งแต่หาเงินได้ด้วยตัวเอง เราจำไม่ได้ว่าเป็นงวดประจำวันที่เท่า

ไหร่ แต่เท่าที่จำได้คือเราทุ่มสุดตัวสุดกำลังเงินเท่าที่มี จำได้ว่าประมาณ 5000 บาท ตั้งแต่เช้ายันเย็นเราตั้งหน้า

ตั้งตารอเวลาที่หวยจะออก เรามั่นใจเลยว่าเราจะต้องได้เงินจากการถูกหวยล็อคในครั้งนี้อย่างแน่นอน เราวางแผนที่

จะซื้อรถกะบะสักคัน เพื่อจะเอาไว้ทำการค้าในโอกาสต่อไป เงินที่เหลือก็จะเอาไว้ลงทุน เราวางแผนการทั้งหมดไว้

เรียบร้อย                                                                   

         “รางวัลที่1 งวดประจำวันที่....... เลขที่ออก.........” อะไรสักอย่างเราไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใกล้เคียง

กับเลขที่เราซื้อเลย เราเกือบเป็นลม ฝันทั้งหมดที่หวังไว้  เงินทั้งหมดเท่าที่มีสูญหายไปจนสิ้น เราผิดหวังมากแทบ

ไม่อยากคิดที่จะทำอะไรอีกเลย เราท้อแท้ไปหมด ตอนนั้นเราบอกกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ “เราจะเล่นหวยอีกแน่นอน

แต่ต้องขอเป็นเจ้ามือบ้าง”
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Who's Online

ขณะนี้มี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Statistics

จำนวนสมาชิก : 19
จำนวนข่าว: 52
เว็บลิงค์: 5
_VISITORS: 1482217

Product Scroller

PENNZOIL GEARPLUS SAE 80W-90
PENNZOIL GEARPLUS  SAE 80W-90
฿300.00

HKS CLUTCH 2แผ่น EVO4-9 [Used]
HKS CLUTCH  2แผ่น EVO4-9 [Used]
฿24 000.00

บูชปีกนกหน้า ตัวหลัง EVO1-3+E-car
บูชปีกนกหน้า ตัวหลัง EVO1-3+E-car
฿4 725.00
฿4 252.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%

RIGED Cover Clutch EVO 1-3 (NEW)
RIGED Cover Clutch EVO 1-3 (NEW)
฿5 000.00

WITH RACING PROJECT EVO7-9 [used]
WITH RACING PROJECT EVO7-9  [used]
฿25 000.00

Inter Hoses 2.0 Inc
 Inter Hoses  2.0  Inc
฿720.00

BILSTEIN EVO 9
BILSTEIN EVO 9
฿18 000.00

NGK BPR9EIX เบอร์ 7-8-9
NGK BPR9EIX เบอร์ 7-8-9
฿1 800.00

MITSUBISHI OIL FILTER
MITSUBISHI OIL FILTER
฿180.00

Inter Hoses 3.5 Inc
Inter Hoses  3.5  Inc
฿180.00

Latest products

กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
฿10 000.00
หยิบใส่รถเข็น

OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
฿22 000.00
หยิบใส่รถเข็น

Random Products

ไฟหน้า CK2 [Used]
ไฟหน้า CK2 [Used]
฿800.00
บูชโทร์อาร์มด้านใน
บูชโทร์อาร์มด้านใน
฿1 500.00
฿1 350.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%
Inter Hoses 2.0 Inc
 Inter Hoses  2.0  Inc
฿720.00

 evo1.jpg