MitsuSport & Services

You are here:THE PIER arrow นานาสาระ - บทความ arrow "โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 5 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง
  • Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • green color
  • blue color
"โรงเรียนชีวิต" ตอนที่ 5 โดย อ.ตุ๋ย กระทิงแดง PDF พิมพ์ อีเมล์
Tuesday, 04 March 2008
43
ตอนที่ห้า

เราจะไม่ยอมเป็นหนูที่จมถังเนยตาย

หลังจากที่เราผิดหวังกับการเสียเงินทั้งหมดกับการเล่นหวย เราแทบไม่อยากคิดที่จะทำอะไอีกเลย เราได้แต่คิด

ว่าเราจะเอาเงินที่เสียไปคืนมาได้อย่างไร งวดหน้าจะมีหวยล็อคอีกหรือไม่ แล้วถ้ามีเราจะกล้าเล่นอีกไหม แล้วถ้า

จะเล่นเราจะมีเงินเล่นอีกหรือ สุดท้ายเราก็ได้คำตอบว่า เราต้องหาเงินเป็นทุนเพื่อจะมาเล่นหวยอีกให้ได้ เราเคย

ได้ยินคำคมคำหนึ่ง น่าจะเป็นจากทางอเมริกามากกว่า เค้ากล่าวไว้น่าประทับใจเป็นอย่างมาก

“ มีหนูสองตัว ตกลงไปในถังเนย หนูทั้งสองตัวดิ้นรนตะเกียดตะกายเพื่อจะเอาชีวิตรอด หนูตัวหนึ่งอ่อนล้าและ

หมดแรง มันเริ่มท้อถอย ค่อยๆปล่อยให้ตัวเองจมลงไปตาย แต่หนูอีกตัวหนึ่งทั้งๆที่อ่อนล้าแต่ก็ยังพยายามว่ายวน

อย่างไม่ลดละเพื่อจะเอาชีวิตรอด มันว่ายวนอยู่อย่างนั้นจนเนยที่อ่อนนุ่มแข็งตัวกลายเป็นเนยแข็ง และเจ้าหนูก็

สามารถปีนหนีความตายออกมาได้”

คิดได้อย่างนี้แล้ว เราถามตัวเองทันทีว่า ระหว่างหนูทั้งสองตัวนี้เราจะเป็นหนูตัวไหน คำถามที่มีคำตอบเดียว แน่

นอนเราต้องเลือกเป็นหนูตัวที่สองอยู่แล้ว เรามองหาช่องทางเพื่อจะหาเงินทันที แต่ก็เหมือนโดนกลั่นแกล้ง ตอน

นั้นสมองเรานึกอะไรไม่ออกเลยไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน จะยืมมาลงทุนคงไม่ได้แน่ จะขอเอา

กล้วยไม้กลับมาขายเหมือนเดิมก็จะดูไม่ดี นึกอะไรไม่ออกจริงๆ จากนั้นอีกสองวันแม่เราจะเดินทางไปจังหวัดตรัง

เพื่อเอากล้วยไม้ไปขายเราขอแม่ไปช่วยขายด้วยอีกแรง แม่ก็อนุญาติ กล้วยไม้ตอนนั้นขายดีมาก แต่ราคากลับแย่

ลงทั้งๆที่ราคาซื้อที่ปากคลองตลาดสูงขึ้น(ต้นทุน)กว่าเดิมเราถามแม่ทันทีที่รู้เรื่อง

“แม่ครับทำไมลดราคาล่ะ” เราถาม

“มีคนเอามาขายเหมือนเราลูก แล้วเขาขายราคาถูก เราก็เลยต้องลดราคา” แม่ตอบ

เราได้แต่ยิ้มและตอบแม่ว่า “หรอครับ”

“อื่ม”แม่ตอบ ที่จริงเรารู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ได้เหนือความคาดหมายเราเลย เราจำได้  พ่อเคยบอก

ว่า

“ถ้าลูกเป็นชาวนา ลูกจะเป็นชาวนาตลอดชีวิต ถ้าลูกไม่คิดเป็นผู้นำ” ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าประโยคนี้ที่พ่อพูด

หมายถึงอะไร เรามั่วแต่คิดว่า พ่ออยากให้เราเป็น “หัวหน้าคน” เมื่อมาถึงตอนนี้เราเพิ่งเข้าใจว่าการเป็นผู้นำไม่ได้

หมายความอย่างนั้น มันหมายถึงการเป็นผู้นำด้านความคิด เป็นผู้นำด้านวิสัยทัศ เป็นผู้มองกาลไกล แต่ใช่ว่า เรา

จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ถึงวันนี้เราได้รับคำสั่งสอนดีๆจากพ่อ และจากประสบการณ์ เรายังไม่สามารถเป็นผู้

ประสบความสำเร็จได้เลย เพราะการเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมันต้องมีมากกว่าความคิดและวิสัยทัศน์ มันต้องมี

สติและปัญญา การตั้งใจมั่นที่จะทำสิ่งใดๆ เรามั่นใจว่าตัวเราเองมีทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว เราถามตัวเองเสมอว่า

ทำไมเรายังไม่ประสบความสำเร็จ คำตอบออกมาเป็นสองข้อคือ 1.เรามองโลกมุมเดียว 2.การปฏิบัติ


 1.มองโลกมุมเดียว

เรามักเป็นผู้ริเริ่มเสมอ เรามักจะคิดอะไรที่แปลกแหวกแนว จากที่เค้าเป็นอยู่ หรือบางทีก็เอางานที่เค้าทำอยู่มา

คิดและพัฒนารูปแบบการดำเนินการใหม่ๆ นำเสนอต่อผู้บริโภค แน่นอนย่อมได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี

    “แน่นอนย่อมได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี” นี่ไงที่เราบอกว่ามองโลกในมุมเดียว เรามักจะมอง

แต่ข้อดีของธุระกิจ เรามักจะมองแต่ทางที่จะได้รับผลประโยค เราไม่ได้มองถึงอีกมุน ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างเราคิด

ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น อะไรจะตามมา เรามองแต่ว่าถ้าเดินตามแผนเรา ทุกอย่างจะต้องดีไปทั้งหมด คงจำตอนที่พ่อ

เราพาไปหากบได้นะ

“รู้ไหมทำไมลูกจึงมองมันไม่เห็น เพราะลูกมั่วแต่ตั้งมั่นที่จะมองหากบ ลูกไม่ได้เผื่อไว้มองอย่างอื่นรอบตัวเลย

อย่างนี้ไม่ปลอดภัย การตั้งมั่นทำสิ่งใดๆก็ดีอยู่หรอก แต่ลูกต้องมองอันตรายจากรอบกายเราด้วย ไม่รู้ว่าจะมีอะไร

บ้างที่สามารถทำร้ายเรา”
พ่อบอกเรา

ที่จริงพ่อเราได้สอนเรามาตลอดตั้งแต่เรายังเด็ก แต่ตอนนั้นไม่ได้ซึมซับ เข้ามาในหัวเราบางเลย เรารู้แต่ว่าไปหา

กบสนุก ได้กินแกงอร่อยๆ ที่อากิ๊มทำ เรารู้แค่นั้น เราปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาโดยเปล่าประโยชน์ เราล้มเหลวกับ

งานที่ทำมาก็หลายอย่างมากมาย ทั้งๆที่เรามีครูที่ดี เรามีประสบการณ์จากงานที่เราทำก็มาก แต่ทุกครั้งที่เราเริ่ม

งานใหม่ๆ เราก็มักจะมองเข้าข้างตัวเองอย่างนี้เสมอ สิ่งนี้คือสาเหตุหลักที่เราที่ทำให้เรายังไม่ประสบความสำเร็จ

และผู้ที่ล้มเหลวหลายๆคนคงมีความคิด “มองโลกมุมเดียว” อย่างเรา

2.การปฏิบัติ

เรามักจะคิดงานใหม่ๆ ไม่เหมือนใคร วางแผนงานอะไรออกมาได้ดี แต่เมื่อถึงตอนที่ทำงานจริง เรามักจะผิดพลาด

ตลอดเวลา ด้วยความเป็นคนใจร้อน ทำอะไรต้องให้ได้ดังใจ เราชอบพูดแต่ว่า “มันต้องทำได้” โดยไม่ได้คำนึงถึง

ผู้ปฏิบัติ ว่าเค้าจะทำได้หรือไม่ สิ่งที่เราขาดอย่างมากคือ เรื่องของบริวาร พ่อเราเคยบอกเราเสมอว่า

“แก่มีพรสวรรค์สามารถพูดให้คนเกลียดได้เก่งมาก และแก่ยังสามารถพูดให้คนหมดกำลังใจได้ดีเป็นสองเท่า” ด้วย

ความสามารถพิเศษนี้เองทำให้เราจะต้องเหนื่อยและไม่ยังประสบความสำเร็จเสียที ถึงวันนี้ตัวเราเองก็รู้ดีถ้าเรา

อยากเป็นคนที่เก่งและฉลาด เราต้องสามารถหา “คนที่ฉลาดและเก่งกว่า มาทำงานให้เราให้ได้” เราจึงจะเป็นผู้

ประสบความสำเร็จ แต่จนแล้วจนรอด เราก็ยังไม่สามารถแก้ไขตัวเองได้ เราไม่รู้ว่าชีวิตนี้เราจะทำได้หรือไม่ แต่

เท่าที่เรารู้ เรื่องง่ายๆนี้ทำไมมันถึงได้ทำยากขนาดนี้ ที่เรากล่าวมาเสียยืดยาวขนาดนี้ เราอยากให้ผู้อ่านได้มอง

ว่า การที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่จะต้องฉลาดและเก่งเพียงอย่างเดียว การจะประสบความสำเร็จได้

จะต้องอาศัยผู้ช่วย ต้องอาศัยบริวารที่จะมาทำงานแทนเราอย่างซื่อสัตย์และจงรักภักดี หลายคนคงประสบปัญหา

เดียวกับเรา ในการดูแลลูกน้อง เราก็มั่นใจว่าเรารักลูกน้องเรา เราช่วยเหลือพวกเค้าตลอดในยามที่เค้าเดือดร้อน

เราไม่เคยติดค้างค่าแรงเค้าเลยสักครั้ง แต่ทำไมไม่มีใครอยู่กับเราได้นานๆเลย พอเราสอนงานจนเป็นและเก่ง จน

เราสามารถวางใจได้ต้องใช้เวลานานเป็นปี ต้องเสียหายกับการลองผิดลองถูกอย่างมาก แต่พอเค้าเก่งแล้ว ก็ลา

ออกด้วยเหตุผลเดียวที่เรารู้คือ ที่อื่นมาซื้อตัวไปเสนอค่าแรงที่มากกว่า เสนอให้เป็นหุ้นส่วน ฯลฯ ตอนแรกเรารู้สึก

โกรธคนที่มาดึงลูกน้องเราไป เราอุตส่าห์สอนมากับมือ เสียเวลาไปกับเค้าก็มาก แล้วอยู่ๆก็มาดึงลูกน้องเรา บาง

ครั้งเราโมโหจนนึกถึงหนทางที่กลั่นแกล้งหรือแม้กระทั้ง หาคนไปสั่งสอน คนที่มาชักชวนลูกน้องเรา แต่เมื่อเรา

นึกถึงตอนที่พ่อเราเคยบอกเราว่า

“ก่อนที่จะโทษใคร ลูกควรมองตัวเองก่อน” แน่นอนเราหันมามองตัวเอง คำตอบก็ง่ายนิดเดียว

“เราซื้อใจเค้าได้ไหม เรารักเค้ามากพอหรือยัง เราเคยซื้อของมาฝากเค้าบ้างไหม เราเคยถามถึงครอบครัวเค้าบ้าง

หรือเปล่า เราเคยชมเค้าเมื่อเค้าทำงานให้เราอย่างเต็มที่หรือไม่ ไม่เคยเลยใช่ไหม เราเคยแต่ตำหนิเมื่อเค้าทำ

พลาด เราเคยแต่ด่าเมื่อเราหงุดหงิด เราเคยแต่หักเงินเดือนเมื่อเค้าหยุดงาน เราไม่ได้ถามแม้กระทั่งเหตุผล”

จำตอนที่พ่อเราพาเราไปจับงูสิงห์ลพบุรีได้ไหม

“ตอนก่อนมาที่ลูกถามว่าไอ้หมีจะช่วยอะไรพ่อได้ใช่ไหม” พ่อถาม

“เห็นรึยังว่ามันช่วยอะไรเราได้ เราแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกนั้นเจ้าหมีทำหมด” พ่อบอก

“ถ้าลูกรู้จักใช้คนหรือสัตว์ทำในสิ่งที่เค้าชอบและถนัดเค้าทำได้ดีกว่าเราอีก” พ่อบอก

นี่ไงสาเหตุง่ายๆ ที่ทำให้เราต้องเหนื่อยอย่างทุกวันนี้ นี่ไงที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จเสียที สุดท้ายก็ต้อง

เลิกล้มงานนั้นไปโดยปริยาย สุดท้ายนอกจากจะไม่เป็นผู้ประสบความสำเร็จ กลับเป็นผู้ที่ล้มเหลวตลอดเวลา แต่

จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้เสียที ทั้งๆที่พยายามแล้วหากแต่ความพยายามของเรายังคงไม่มากพอ

คงเป็นเพราะความยิ่งทะนงด้วยที่ทำให้เรายังแก้เรื่องง่ายๆนี้ไม่ได้ เราไม่อยากให้ใครก็ตามที่เดินบนเส้นทางธุระ

กิจ มีแนวคิดดีๆ มีความฝันที่สวยงาม ต้องมาพังทลาย เพราะเรื่องง่ายอย่างเรา       

   สำหรับเราความผิดพลาดไม่เคยทำให้เราท้อแท้เลย ความผิดพลาดกลับเป็นแรงบันดาลใจให้เรา

อยากลองทำอะไรใหม่ๆโดยนำเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน ทุกวันนี้เรามั่นใจว่าเราต้องประสบความ

สำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

   ถึงไหนแล้ว ใช่สิจากนั้นเราก็ตามแม่ไปขายกล้วยไม้ที่จังหวัดตรัง ทั้งๆที่ไม่อยากไป ทั้งๆที่รู้ว่ามัน

ไม่สามารถทำให้เราได้เงินมามากๆ แต่เราคิดว่าการนั่งรถไฟ ก็น่าจะทำให้เราได้รู้ได้เห็นวิถีการดำรงชีพของคน

ต่างจังหวัด บางทีน่าจะเป็นประโยชน์กับเราก็ได้ และเราก็ได้เห็นจริงๆ เราได้เห็นนายตรวจ ที่เดินตรวจตั๋วบน

รถไฟ เรากลัวเค้ามาก เค้าคงเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดบนรถไฟขบวนนี้แน่ๆ เราเห็นเค้าตะวาดตะคอกผู้โดยสาร

ที่วางของตามพื้น บริเวณหน้าห้องน้ำบ้าง บริเวณรอยต่อของขบวนบ้าง แน่นอนเรากับแม่จะต้องโดนเค้าด่าแน่ๆ

เพราะรังกล้วยไม้เราใหญ่มากวางอยู่ข้างห้องน้ำเลย เราได้ยินเค้าตะโกนถามเสียงดังมาก “กล่องนี้ของใคร กล่อง

นี้ของใคร” เรากำลังที่จะยกมือและบอกว่าเป็นของเรา แต่แม่เรากับดึงมือเราเอาไว้ พร้อมกับลุกขึ้นยืนและพูด

ว่า “ของหนูเองค่ะ” เสียงแม่เราสั่นด้วยความหวาดกลัว พร้อมๆกับความอาย แม่คงรู้ว่า แม่จะต้องโดนเจ้าพ่อรถไฟ

ขบวนนั้นด่าแน่ๆ ก็คงไม่ผิดอย่างที่แม่คาดเอาไว้

“วางของเกะกะอย่างนี้ คนอื่นจะเดินยังไง” เสียงเค้าดุและมีพลังอย่างมาก เรารู้สึกกลัวทันที

“ไม่รู้จะวางตรงไหน กล่องมันใหญ่คะ” แม่เราตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ เราสงสารแม่เรามาก แม่เราเป็นคนที่

อ่อนแอ ไม่เคยที่จะทะเลาะกับใคร ทุกครั้งแม่จะเป็นฝ่ายแพ้ตลอด

“เปิดดูสิ เอาอะไรมา” นายตรวจคนนั้นพยายามที่จะเปิดกล่อง เรารู้ดีว่าเค้าจะต้องแกล้งทำให้กล้วยไม้เราเสียหาย

แน่ เราเดินเข้าไปหาเค้า พร้อมๆสายตาเป็นสิบๆคู่ที่กำลังจ้องมองว่านายตรวจผู้ยิ่งใหญ่จะทำอย่างไรต่อ เราหยิบ

เงินในกระเป่าที่เรามีติดตัวมา 80 บาท ขย้ำให้มันเล็กลง เราเดินไปที่รังกล้วยไม้ของแม่ พร้อมกับมองหน้านาย

ตรวจ

“ลุงครับในกล่องเป็นกล้วยไม้ ผมกับแม่เอาไปขาย”
เราพูดพร้อมกับเอาสองมือเล็กๆของเราเอื่อมเอามือนายตรวจ

มากลุมไว้ แน่นอนนายตรวจรู้ทันทีโดยสัญชาติญาญว่ากระดาษที่อยู่ในมือเราคืออะไร
เค้ากำมันและยัดเข้า

กระเป๋าอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นอมยิ้มทันที

“ดีนะ ตัวแค่นี้รู้จักทำมาหากิน” เค้าพูดเสียงค่อยลงและเป็นมิตรขึ้นมาทันที พร้อมกับเอามือมาลูบหัวเรา แน่นอน

เรารู้สึกขยักแขยง เราเกลียดคนพวกนี้ แต่เราก็ได้เรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับคนพวกนี้ เราได้เรียนรู้ที่จะใช้คนพวกนี้ จาก

นั้นเราเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ แม่เราเดินตามมา พร้อมกับตั้งคำถามเราทันที

“ลูกพูดอะไรกับเค้า” แม่ถาม

“เปล่าครับแม่ แค่บอกว่าเราเอากล้วยไม้ไปขาย” เราตอบ

“แค่นั้นหรือ” แม่ถาม

“เค้าก็ชมว่าผมรู้จักทำมาหากิน” เราตอบ แม่เราทำหน้างงอยู่พักหนึ่ง จากนั้นแม่ก็เอาข้าวที่ใส่กล่องมาจากบ้าน

มานั่งกินกับเรา ลองนึกภาพตามรถไฟชั้น3 มีแต่พ่อค้าแม่ค้า นั่งนอนกันตามพื้น มีแต่กลิ่นเหม็นอับ เรานั่งกินข้าวกับ

แม่เรานึกสงสารแม่มากๆ เราไม่รู้ว่าทำไมครอบครับเราต้องลำบาก เรานั่งคิดอะไรเพลินๆ จากนั้นเราก็เอาหนังสือ

พิมพ์ที่เตรียมมาปูนอนใต้เก้าอี้สักพักก็เผลอหลับไป

   เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวาย เราไม่รู้ว่าอะไรแม่เราตื่นอยู่ก่อนแล้ว เราเลยถามแม่

“เรื่องอะไรครับแม่” เราถาม

“ไม่มีอะไรลูก ตำรวจเค้ามาค้นตามปกติ” แม่เราตอบ

“ค้นอะไรครับแม่” เราถามเพราะในรถไฟชั้น3 จะต้องมีอะไรให้ค้น เราคิดของเรา

“ค้นพวกอาวุธกับระเบิดมั่งลูก เราใกล้ถึงตรังแล้วลูก” แม่ตอบ ที่จริงแล้วเราไม่รู้ว่าช่วงนั้นมีการวางระเบิดกัน

บ่อยๆ จากพวกกองโจรแบ่งแยกดินแดน ไม่รู้เราเรียกชื่อถูกรึเปล่า  ตอนนั้นเรารู้ว่าตำรวจที่ขึ้นมาค้นมีท่าทีที่ดุดัน

มีปืนยาวคนละกระบอก พูดจาไม่สุกภาพกับทุกคน เราคิดในใจว่าทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ที่เดินมาข้างหลัง

ตำรวจคือนายตรวจที่เมื่อตอนหัวค่ำมาต่อว่าแม่เรา ตำรวจเดินเปิดดูสัมภาระแทบทุกใบแบบคราวๆ พร้อมกับคำพูด

ที่ไม่ค่อยสุภาพ เราไม่รู้ว่าทำไมเค้าถึงพูดจาแบบนี้ การตรวจค้นของตำรวจดำเนินจนถึงรังกล้วยไม้ของเรา แน่

นอนเค้าต้องเปิดดูแน่ แน่นอนต้องเกิดการรื้อค้นแน่ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กล้วยไม้ต้องช้ำและเสียหายอย่างแน่

นอน เราลูกขึ้นยืนแต่แม่เรารีดฉุดเราเอาไว้ เรารีบหันมาบอกแม่

“ไม่เป็นไรครับแม่”เราบอก แต่ในใจเรามีแต่ความคิดว่าจะทำยังไง ถ้าเค้ารื้อของเราเสียหาย เราจะให้เค้าชดใช้

เราจะร้องเรียนผู้ใหญ่ เราคิดแบบเด็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนธรรมดาต้องพบเจอ เรา

เดินไปที่รังกล้วยไม้ทันที พร้อมกับเสียงแม่เราที่เรียกเรา เราหันไปมองและอมยิ้มให้แม่ เราเดินไปถึงก่อนที่

ตำรวจจะไปถึงรังกล้วยไม้ พอตำรวจมาถึงก็ถามเราว่าของเราหรือเปล่า เราตอบทันทีว่า “ใช่”

“เอ๊งถอยไป” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของตำรวจก็มีเสียงหนึ่งดังรอดมา

“หลานชายพี่เอง เอากล้วยไม้ไปขาย” เราหันไปมองที่ต้นเสียงที่มาจากด้านหลังของตำรวจ เป็นเสียงของนาย

ตรวจ คนเมื่อตอนหัวค่ำ

“อ้อ ครับ” ตำรวจนายหนึ่งอุทาน แล้วพวกนั้นก็เดินต่อไปตรวจค้นในตู้ต่อไป ตอนที่พวกเค้าเดินผ่าน นายตรวจเอา

มือมาลูบหัวเราอีกครั้ง พร้อมกับยิ้มให้ แปลกน่ะที่คราวนี้เราไม่รู้สึกขยักแขยงอีกเลย แปลกดีน่ะ ทุกสายตามองผม

แบบงงๆ

   วันนั้นหลังจากลงรถไฟป้าใหญ่ก็มารับ เมื่อถึงบ้านแม่เราก็จัดเตรียมกล้วยไม้ออกมาแยกเป็นกำๆ ก็

ทำเหมื่อนที่เรานั้นแหละไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราเลยไม่รู้สึกอยากจะทำหรือช่วยทำ เราเดินไปที่บ้านอาก๊ง

ซึ่งอยู่ติดๆกัน เราเห็นคนงานกำลังช่วยกันเอาน้ำหวานหยอดใส่ในหลอดพาสติกที่ขึ้นรูปเป็นซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ น้ำ

หวานก็มีทั้งสีเขียว สีแดง สีส้ม เราเกิดความรู้สึกอยากจะเรียนรู้ขึ้นมาทันที ส่วนด้านในยิ่งน่าสนใจใหญ่ คนงาน

หลายคนกำลังช่วยกันทำโดนัท บางคนทอด บางคนใส่น้ำตาล บางคนบรรจุใส่ถุง เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจดี เลย

เดินต่อไปด้านในเพื่อทักทายอาก๋งก่อน อาก๋งเราก็เหมือนคนแก่ใจดีทั่วๆไปเห็นหลานมาก็ดีใจออกมาต้อนรับอย่าง

ดี พาเราเดินดูโน่นดูนี่ พาไปดูโงงานทำถั่วต่อย ถั่วตัดอีกมากมาย แต่เราก็เดินดูไปอย่างนั้นเราไม่สนใจอะไรมาก

นัก เราชวนอาก๋งเดินมาดูที่ๆทำโดนัท อาก๋งก็อธิบายวิธีทำเราตั่งแต่ นวดแป้ง มัก ทอด คลุกน้ำตาล บรรจุ

“อาก๋งครับ ในหนึ่งวันทำโดนัทกี่อันครับ” เราถามแบบอยากรู้

“หลายพันอันอาตี๋” อากงตอบ

“แล้วน้ำหวานละอาก๋ง”เราถามต่อ

“น้ำหวานก็ประมาณ2-3พันอันลูก” อากงตอบ

“อาก๋งผมอยากเอาไปทำขายที่กรุงเทพฯ ได้ไหมครับ” เราถามต่อเดียวความไม่รู้ อาก๋งเงียบไปพักใหญ่

“ไปกินราดหน้าที่ร้านอาก๋งกันอาตี๋” อาก๋งชวนเรา

“ครับอาก๋ง” เราตอบรับทันที

ด้วยความมึนงงที่ทำไมไม่ตอบคำถามเรา ที่เราถามเรื่องขอเอาไปทำที่กรุงเทพฯ หรือกลัวเราเป็นเด็กทำไม่ได้

ทำไม่จริงจัง ก็ไม่น่าใช่ เราเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจไม่ได้ซักถามอะไรต่อ เรานั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซอาก๋งไปที่

ตลาด สมัยนั้นเค้าเรียกว่าตลาดเทศบาล อาก๋งมีร้านขายราดหน้าอยู่ในตลาด ลูกค้าที่มากินเยอะมาก จนไม่ค่อยมี

ที่จะนั่ง เราต้องบอกเราไม่เคยกินราดหน้าที่ไหน อร่อยเท่าที่อาก๋งเราทำ จนถึงปัจจุบันก็ว่าได้ วันนั้นเรากินไปถึง

สองจาน
ของเรา แต่แม่เรายังขายไปได้ไม่ถึงครึ่งเลย แม่เรามาบ่นให้เราฟังตลอด ถ้ากล้วยไม้เหลืออย่างนี้เราขาดทุนแน่

นอน เรายังคิดอะไรไม่ออกเสียงหนึ่งก็ดังรอดมา

“พรุ่งนี้เราขายครึ่งราคาเลยดีไหมลูก” แม่เราถาม

“อย่าน่ะแม่ ยอมขาดทุนดีกว่าทำราคาเสีย” เราตอบ

“แล้วแกว่าจะทำยังไงดี” แม่ถามต่อแบบคนหมดอาลัยตายยาก

“ใจเย็นๆแม่ มีเวลาคิดอีกเยอะ” เราบอก จากนั้นเราก็ขอตัวไปเดินเล่น แม่เราก็ไม่ได้ขัดอะไร เราเดินเล่นอยู่แถวๆ

หน้าบ้านนั้นแหละไม่ได้ไปไหนไกล นึกถึงคำสอนของพ่อตลอด สักครู่ก็นึกถึงตอนที่อยู่ที่ไร่กับพ่อได้ เราเคยไปหา

นกคลุ้มกับพ่อ

          “บางคนก็เหมือนกับนก ก้าวแรกๆที่เริ่มเดินหรือเริ่มทำธุระกิจ พอเจอกับปัญหานิดหน่อยก็จะรู้สึกท้อบ้าง 

บางคนก็มองหาทางอื่นที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาบ้าง  บางคนก็โทษว่าดวงชะตาไม่ดีบ้าง  พวกนี้ส่วนใหญ่ก็จะวิ่งหนี

ปัญหาแล้วก็ต้องติดกับดักเหมือนกับนกนี่แหละ มีไม่มากที่คิดแก้ปัญหาแล้วเดินข้ามไป” 

จริงสินะ ตอนนี้แม่เรากำลังจะเป็นนกคลุ้มแล้ว เราก็เหมือนกัน เราจะทำยังไงดี เราต้องไม่ยอมแพ้กับมัน เรื่องเล็กๆ

แค่นี้ตุ๋ยต้องทำได้สิ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆคิดโน่นคิดนี่ ความคิดมาสะดุดตรงที่ทำไม น้าเล็ก ป้าใหญ่ เจ๊อั้ง เจ๊อี่ ถึง

ไม่ได้เอาเงินที่ขายกล้วยไม้มาให้แม่เรา เราคิดออกทันที แม่เป็นคนที่ขี้เกรงใจคน เกรงใจแบบไม่มีเหตุผล แม่คง

ไม่อยากให้ใครช่วย กลัวเค้าจะลำคาญ ทั้งๆที่ทุกคนอยากจะช่วย ก่อนหน้านี้แม่ขายคนเดียวก็หมดเพราะไม่มีคู่

แข่ง แต่ถ้ามีคนขายเหมือนเราอีกแค่1หรือ2 คน แม่เราก็ไม่ใช่คู่แข่งของเค้าแล้ว แม่ไม่ใช่แม่ค้า แม่เป็นแม่บ้าน

ไม่มีทางที่แม่จะขายได้เลย ถ้าพรุ่งนี้เราไปให้ป้าใหญ่และน้าเล็กช่วย ยังไงก็ขายหมดแบบสบายๆ ก่อน6โมงเช้า

เสียอีก แต่ก็อีกนั้นแหละ แม่เราจะรู้ยังไง แม่จะรู้สึกไม่ดีหรือไม่ รู้สึกว่าตัวเค้าด้อยค่าหรือไม่ แน่นอนแม่ต้องรู้สึก

แล้วเราจะทำยังต่อดีละ เราเดินต่อไปเรื่อยๆ คิดอะไรไม่ออก เราไม่รู้ว่าเราเดินมาไกลแค่ไหน เราได้กลิ่นหอมๆ

เหมือนธูป เป็นกลิ่นธูปที่หอมมาก เรามองหาต้นต่อของกลิ่นหอมนั้นทันที สายตาเราไปหยุดที่โรงงานเล็กๆโรง

งานหนึ่ง เป็นโรงงานทำธูปเก่าๆดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร เราหยุดยืนมองอยู่ตรงนั้นสักพัก เห็นคนงานกำลังจัดธูปใส่

กระดาษใส่ๆสีแดง น่าจะชุดละประมาณ 9 ดอก เราไม่รอช้าเดินตรงเข้าไปใกล้ทันที คนงานมองเราอย่างสงสัย

ช่างเถอะเราคิดในใจ เราเดินต่อไปภายในทันที อาซิ๋มคนหนึงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าๆ เราหยุดยืนตรงนั้นทันที อา

ซิ๋มเงยหน้าขึ้นมามองเราพร้อมกับร้อง “ไอ๋หย่า” สองมืออาซิ๋มรีบดันปิดลินชักเก็บเงินทันที เรารู้สึกงงกับสีหน้า

และอาการของแกมาก เราไม่ได้เป็นโจรสักหน่อย

“ลื้อมาทำไร” อาซิ๋มถามด้วยเสียสั่นเครือ

“ผมจะมาซื้อธูปกับเทียนของอาซิ๋มครับ เห็นอาม่าผมเค้าบอกว่าธูปที่นี่หอมและดีที่สุดของจังหวัดตรังครับ” เรา

ตอบ เราเจอแบบนี้ก็คงต้องออกไปแบบนี้ก่อนละ

“อาม่าลื้อเป็นใคร อยู่ที่ไหน” อาซิ๋มถามละล่ำละลัก

“อาม่าเป็นแม่อี้เจ็ง อยู่บนควนนั้นแหละครับ” เราตอบ

“อ้อๆๆๆๆ หลานอาเจ็งหรอกหรอ ที่มาจากรุงเทพฯใช่รึเป่า” อาซิ๋มถาม

“ใช่ครับ ผมมาหาซื้อธูปไปขายกับกล้วยไม้ แต่ต้องการธูปดีๆ ไม่รู้ใช่ที่นี่รึเปล่าครับ หรือจะมีที่อื่นอีก” เราถาม

แบบกระทุ้ง

“ใช่สิอาตี๋ ที่นี่ธูปดีที่สุด หอมที่สุดในจังหวัดตรังเลย อาม่าลื้อรู้ดี”อาซิ๋มคุยโม้ทันที ที่บ้านเราไม่เคยพูดถึงเลยว่า

ธูปที่นี่ดีที่สุด

“หรอครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแพงกว่าที่อื่นสิครับ ผมคงซื้อไม่ได้แน่เลย เพราะเอาไปกำคู่กับกล้วยไม้ ผมต้องใช้

เยอะ” เรากระเซ้าต่อ

“ไม่แพงๆ เดี่ยวอั๊วขายให้ลื้อถูกๆ ให้ลื้อสิบแหนบ ยี่สิบบาท ” อาซิ๋มตอบพร้อมกับอมยิ้ม

“หรอครับ ผมคงซื้อไม่ไหวแน่เลยเพราะราคามันสูงกว่าที่ผมตั้งใจไว้ น่าเสียดายนะครับ ผมอยากให้คนได้ใช้ ได้

รู้จักธูปหอมของที่นี่ น่าจะลืมยี่ห้ออื่นไปเลย” เรากระทุ้งต่อ เรารู้อยู่แล้วว่าราคามันถูกมาก เราเคยซื้อปลีกแหนบ

ละ 5 บาทเลย

“ไอ๋หย่า อั๊วขายให้ลื้อถูกที่สุดแล้วนะ”อาม่าทำเสียงเหมือนจะร้องไห้

“ไม่เป็นไรครับอาซิ๋ม ไว้โอกาสหน้าคงได้อุดหนุนกัน” เราบอกพร้อมกับยกมือไหว้และหันหลังออกทันที

“เดี่ยวๆๆๆอาตี๋ อั๊วแถมธูปให้ลื้อแหนบละอันก็ได้ อั๊วขาดทุนแล้ว แต่อยาหให้ลื้อเอาไปขายให้ได้เยอะๆ คนจะได้

รู้จักธูปอั๊ว” อาซิ๋มบอกแบบน่าสงสาร

“ได้ครับ งั้นเอา 200 แหนบครับ เดี่ยวผมกลับไปเอาเงินก่อนะครับ เดี่ยวมา” เราตอบด้วยเสียงเย็นชา จากนั้นเรา

รีบวิ่งกลับไปหาแม่ทันที

“แม่ๆๆๆๆๆๆ ขอตังค์ 400 บาท” เราบอก

“เอาไปทำอะไรลูกเงินตั้ง สี่ร้อย” แม่ถาม

“เอาไปซื้อธูปที่โรงงานข้างล่างครับแม่ เอามาให้แม่มัดรวมกับกล้วยไม้” เราตอบอย่างรวดเร็ว

“ไม่เอาลูกพรุ่งนี้ถ้าขายไม่หมดเราขาดทุนเยอะอยู่แล้ว เดี่ยวจะขาดทุนมากขึ้น” แม่บอกแบบเอาจริงเอาจัง เราคิด

ในใจคราวนี้ตายแน่ๆ สั่งเค้าไว้แล้วด้วย

“นะแม่ รับรองขายได้แน่นอน ไม่ต้องกลัว” เรายืนยัน

“ไม่เอาลูก เชื่อแม่นะ ขายไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ” แม่บอกด้วยเสียงเย็นชามากๆ เราไม่รู้ทำยังไงไม่อยากตื้อ เดียว

โดนด่าไม่คุ้ม เงินก็ไม่มีทำยังไงดี เรารีบเดินไปหาน้าเล็กทันที

“น้าเล็กครับผมขอยืมเงินสัก 400 บาทได้ไหมครับ” เราถาม น้าเล็กไม่พูดอะไรกับเราเดินหันหลังกลับไปทันที

เรานึกในใจแย่แล้วไม่ถามเราสักคำเลยหรือ ไม่ให้ก็น่าจะถามหน่อยเอาไปทำอะไร เราหันหลังเดินออกเพื่อจะไป

หาอาก๋งต่อ

“อาตุ๋ย ไม่เอาตังค์หรือ ”เสียงน้าเล็กดังรอดออกมาจากประตู เราหันหลังกลับทัน

“อ้อ เปล่าครับกำลังจะมาดูว่ารถใครมาอ่ะครับ” เราตอบแบบเขินๆ จากนั้นน้าเล็กก็ส่งเงินให้เราทันที เรารีบขอบ

คุณน้าเล็ก

“พรุ่งนี้ตอนกลางวันจะเอามาคืนครับ” เราตอบพร้อมกับรับเงินจากน้าเล็ก เรารีบวิ่งไปที่โรงธูปทันที

“มาแล้วหรืออาตี๋” อาซิ๋มทัก

“ครับ นี่เงินสี่ร้อยครับ”เราบอกพร้อมกับยื่นเงินให้อาซิ๋ม

“อั๊วแถมให้ลื้ออีกสิบชุด” อาซิ๋มบอกพร้อมกับรับเงินเราไป

“ขอบคุณครับ อาซิ๋ม” เรารับของแล้วรีบเดินกลับบ้านทันที เราเดินมายังไม่ทันถึงบ้านป้าใหญ่ เราเห็นแม่กับน้า

เล็กยืนอยู่หน้าบ้านมองมาที่เราอย่างสงสัย เราคิดในใจคราวนี้เสร็จแน่ โดนแม่ด่าแน่ๆ แม่สั่งว่าไม่เอาธูป แต่เรา

กลับไปเอามาอีก เราเดินถึงหน้าบ้านพร้อมกับเริ่มเปิดเกมส์ก่อนทันที

“แม่ครับ มาช่วยกันทำก่อน พรุ่งนี้หลังเที่ยงค่อยด่า” เราบอกแบบกลัวๆ

“อื่ม”แม่เราตอบในลำคอ

เรารีบเอาธูปที่ติดอยู่กับกล้วยไม้ที่แม่เราทำไว้ ที่มีแค่3ดอกออกทันที แล้วนำธูปที่ซื้อมาใหม่ ที่อยู่ในห่อกระดาษ

ใส่สีแดงใส่เข้าไปทันที ที่เราต้องรีบทำเพราะเรารู้ดีถ้าปล่อยโอกาสให้แม่เราต้องโดนดุแน่ๆ แม่มักจะว่าเราไม่ค่อย

เชื่อฟังไม่เหมือนพี่ๆ เราช่วยกับแม่ทำจนเสร็จแล้วบอกว่าแม่อย่าเพิ่งถามอะไรน่ะ ตอนนี้ยังคิดไม่ออก พรุ่งนี้ปลุก

ด้วยเราต้องไปช่วยแม่ขาย

“ตุ๋ย ๆ ๆ ๆ”เสียงแม่เราปลุกเราตั่งแต่ตี 3 ครึ่ง

“คร๊าบแม่”เราตอบแบบงัวเงีย

 “ตื่นได้แล้ว อาบน้ำอาบท่า ไปตลาดกัน” แม่เราเรียกอีก เราเข็นรถเข็นไปตลาด กับแม่ตั่งแต่ตี 4 ยังไม่ค่อยมีใคร

มาเลย มีแต่พ่อค้าแม่ค้าไม่กี่คน เรานึกในใจว่า เราลงทุนเพิ่มไปทั้งๆที่ยังไม่มีแผนอะไรเพื่อจะลองรับเลย แล้วเรา

จะทำยังไงดี เมื่อคืนคิดว่าจะนอนคิดดู แต่ยังไม่ทันได้คิดเลยก็หลับเสียก่อนแล้ว เราช่วยแม่จัดแผงจนเสร็จ เรายัง

นึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงดี ลูกค้าก็เริ่มเดินตลาดกันแล้ว

ของเก่าเราเคยขายอยู่กำละ 15 บาท หลังๆแม่เราขายเหลือ กำละ 10 บาทมีธูป3ดอก เทียนเล่มเล็ก 1 เล่ม

ทองเปลวเล็กๆหนึ่งแผ่น ตอนนี้ทองเปลวก็ไม่มี แต่มีธูป9ดอก มีเทียนใหญ่ขึ้น ลองวิธีนี้ดูไม่ลองไม่รู้อย่างมากก็

ขาดทุน พอถึงตีห้า คนเริ่มเดินตลาดมากขึ้น เรารวบรวมความกล้าทันที เอาละวันนี้เป็นไงเป็นกันวะ

“กล้วยไม้ไหว้พระใหม่ๆ สวยๆจ๊า แถมฟรีธูป เทียนหอมไต๋แซ ฟรีจ๊า ๆๆๆ”เราตะโกนด้วยเสียงค่อนข้างดัง ได้ผล

แผงข้างๆหันมามองเราเป็นตาเดียว ไม่ใช่เพราะเราตะโกนเรียกลูกค้า แต่เพราะน้ำเสียงที่เป็นคนกรุงเทพฯของเรา

ทำให้เป็นจุดสนใจทัน

“กำเท่าไหร” หญิงสูงอายุคนหนึ่งถามด้วยสำเนียงใต้

“15บาทครับคุณป้า แถมธูปไต๋แซด้วยครับ” เราตอบ

“เอาให้ป้าสองกำ” ป้าบอก เรานึกในใจเสียงป้าคือเสียงสวรรค์จริงๆเลย

เรารับเงินสามสิบบาทจากลูกค้าพร้อมกับกล่าวขอบคุณ เราส่งให้แม่ด้วยความภาคภูมิใจ เราแอบสังเกตเห็นแม่เรา

ทำหน้างงๆ พร้อมกับอมยิ้ม

“กล้วยไม้ไหว้พระ แถมฟรีคับ แถมฟรี ธูปเทียนหอมไต๋แซ” เราตะโกนประโยคใหม่ ได้ผลดีกว่าเดิมอีก เราเข้าใจ

ว่าทุกคนจะสนใจทันทีกับของฟรี วันนั้นเราขายหมด 170 กำก่อนตลาดจะวายเกือบชั่วโมง เราดีใจมากที่ได้เห็น

สีหน้าแม่ยิ้มตลอดเวลา           

 มันเป็นเรื่องธรรมดาของการทำการค้า โดยเฉพาะในเมืองไทย แต่ถ้าเรามองมันให้ดีมองแบบกว้างๆ มันจะเป็น

เรื่องดีที่ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมคิดอะไรใหม่ๆ คิดแต่จะเลียนแบบเค้ายังไง ฉะนั้นช่องว่างที่จะสามารถทำให้เรา

ได้มายื่นในกลุ่มผู้นำหรือผู้ประสปณ์ความสำเร็จก็จะง่ายขึ้น คนเราแบ่งออกเป็นหลายประเภท อย่างที่พระพุทธเจ้า

ทรงตรัสเอาไว้ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกเป็นบัวประเภทไหน แน่นอนเราไม่สามารถเลือกได้ในตอนนี้ แต่เรา

สามารถทำได้ ถ้าเราคิดให้ทัน มองให้ออก 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Who's Online

ขณะนี้มี 24 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Statistics

จำนวนสมาชิก : 19
จำนวนข่าว: 52
เว็บลิงค์: 5
_VISITORS: 1482217

Product Scroller

บูชหิ้วเฟื่องท้าย คานโค้ง
บูชหิ้วเฟื่องท้าย คานโค้ง
฿4 800.00
฿4 320.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

Camp Hoses
Camp Hoses
฿120.00

บูชปีกนกหน้า บูชหลัง (Double Offset)
บูชปีกนกหน้า บูชหลัง (Double Offset)
฿4 775.00
฿4 297.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%

บูชปีกนกหน้า ตัวหน้า
บูชปีกนกหน้า ตัวหน้า
฿4 725.00
฿4 252.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%

EVO6 TURBO [used]
EVO6 TURBO [used]
฿7 000.00

Project U G-Four335
Project U G-Four335
฿2 300.00

บูชปีกนกหลัง -บน -บูชหลัง
บูชปีกนกหลัง -บน -บูชหลัง
฿1 950.00
฿1 755.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

Inter Hoses 3.00 Inc
 Inter Hoses  3.00  Inc
฿850.00

Inter Hoses 2.0 Inc
 Inter Hoses  2.0  Inc
฿120.00

RIGED COVER CLUTCH EVO4-6 [NEW]
RIGED COVER CLUTCH EVO4-6 [NEW]
฿5 000.00

Latest products

กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
กันชนหน้า EVO8 ลิ้นหน้า Veilside
฿10 000.00
หยิบใส่รถเข็น

OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
OS Clutch 1 แผ่น EVO1-3 [Used]
฿22 000.00
หยิบใส่รถเข็น

Random Products

บูชปีกนกหน้า -บูชหน้า
บูชปีกนกหน้า -บูชหน้า
฿2 875.00
฿2 587.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%
บูชปีกนก ตัวหน้า EVO1-3
บูชปีกนก ตัวหน้า EVO1-3
฿2 575.00
฿2 317.50
ท่านประหยัดได้: 10.00%
บูชกันโคลงกลาง ยึดชัชชี
บูชกันโคลงกลาง ยึดชัชชี
฿600.00
฿540.00
ท่านประหยัดได้: 10.00%

 evo1.jpg